เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 เยอรมัน ...ไม่เสียทีที่เป็น เยอรมัน 

View Share
SHARE

แกรี่ ลินิเกอร์ เคยตั้งนิยามเอาไว้ว่า... "Football is a simple game. Twenty-two men chase a ball for 90 minutes and at the end, the Germans always win."

 

    ความหมายเชิงลึกของ "ไนซ์กาย" บอกถึงมาตรฐานการเล่นของทีมชาติเยอรมันที่แน่นอนไม่ว่าเกมจะกดดันบีบคั้นบดเบียดสูสีขนาดไหนแต่สุดท้ายทีม อินทรีเหล็ก จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอยู่เสมอ

    นิยาม ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่า เยอรมัน เป็นทีมระดับเทพที่เล่นกับใครก็ "ชนะ" หาใครเทียบเคียงไม่ได้...แต่มันหมายถึงประสิทธิภาพ-คุณภาพของทีมที่ยอดเยี่ยมถึงทำให้ทีมชนะ

    ยุคผลัดใบของ เยอรมัน เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ รูดี้ โฟลเลอร์ ที่พาทีมได้รองแชมป์โลก 2002 จนมาถึง เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ เข้ามาคุมทีมในปี 2004 ซึ่งตอนนั้น อินทรีเหล็ก กำลังตกต่ำอย่างหนักทีมชาติล้มเหลว 

    "ฉลามขาว" เข้ามาจุดประกายความหวังใหม่ด้วยนโยบายสร้างเด็กดาวรุ่งพร้อมประกาศว่าทีม อินทรีเหล็ก ยุคใหม่จะเล่นเกมรุกเต็มตัวโดยมี โยอัคคิม เลิฟ เป็นมือขวา...

    คลิ้นส์มันน์ สนิทสนมกับ เลิฟ ในระหว่างที่เรียนโค้ชด้วยกันทั้งคู่ชื่นชอบการทำทีมเน้นเกมรุกเมื่อปรัชญาและความคิดตรงกันโค้ชหนุ่มไฟแรงคู่นี้คือผู้ที่ปฏิวัติวงการลูกหนังเมืองเบียร์จนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

    แม้ว่าในยุคของ คลิ้นส์มันน์ เขาจะพาทีมไปได้ไกลที่สุดคือ อันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2006 แต่การวางรากฐานคือหัวใจสำคัญซึ่ง เลิฟ นำมาสานต่อทำทีม เยอรมัน อยู่ในมาตรฐานที่แข็งแกร่งต่อเนื่องมาปีนี้เป็นปีที่ 10 

    ในยุคของ เลิฟ ทีม อินทรีเหล็ก ได้รองแชมป์ยุโรปปี 2008, อันดับ 3 ฟุตบอลโลกปี 2010, อันดับ 3 ยูโร 2012 และก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์โลกในที่สุดเมื่อปี 2014 ...

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของ เลิฟ และ คลิ้นส์มันน์ แต่ทุกยุคทุกสมัยฟุตบอล เมด อิน เยอรมัน ไม่แพรวพราว,เทคนิคลึกล้ำว่ากันตรงๆแต่แฝงไว้ด้วยความดุดัน,เด็ดขาด,แม่นยำ กระทั่งล่าสุด มิคาอิโล ฟอร์เมนโก้ กุนซือ ยูเครน ยังทำหัวสั่นหัวคลอนก่อนสรุปสั้นๆว่า “A machine is a machine.”

    ลิเวอร์พูล เองในยุคยิ่งใหญ่ช่วงทศวรรษที่ 80 ก็ได้รับฉายาว่า Red Machine หรือ "เครื่องจักรสีแดง" บดเข้าใส่อย่างต่อเนื่องตลอด 90 นาทีไม่ให้คู่ต่อสู้ได้หายใจหายคอสะดวกเหมือนอย่างที่ เยอรมัน เล่นเมื่อคืนที่ผ่านมา

    เลิฟ และลูกทีมแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า แชมป์โลก 5 สมัย อย่าง เยอรมัน เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพขนาดไหน...

    กุนซือ อินทรีเหล็ก ยอมรับว่าหืดจับไม่ใช่น้อยเมื่อต้องเจอกับ ยูเครน ทีมที่เล่นเกมสวนกลับได้อันตรายมาก แต่เขาค้นพบวิธีแก้ลำใน 45 นาทีหลัง นั่นคือบทสรุปที่เขาพึงพอใจมากทั้งรูปเกมและผลการแข่งขัน

    ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น โธมัส ชไนเดอร์ ผู้ช่วยของ เลิฟ ยืนยันชัดเจนแบบไม่มีความลับว่าจะใช้แท็กติก  "false nine" ก็คือไม่มีหัวหอกธรรมชาติใน 11 ตัวแรกและทีมงานได้เลือก มาริโอ เกิทเซ่ รับบทบาทนี้

    เลิฟ จัดทีมในระบบ 4-2-3-1 ที่คุ้นเคย มานูเอล นอยเออร์ ด่านสุดท้ายเกมนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าเขาคือนายทวารระดับโลกในยุคนี้ นอกจากป้องกันประตูในกรอบ 18 หลาแล้วยังทำหน้าที่เป็นสวีปเปอร์ตัวสุดท้ายคอยตัดบอลให้เพื่อนได้อีก

    แผงหลัง แม็ทท์ ฮุมเมิ่ลส์ ไม่สมบูรณ์เป็นโอกาสของ ชโคดราน มุสตาฟี่ ปราการหลัง วัย 24 ปียืนคู่กับ เยอโรม บัวเต็ง โดยมี เบเนดิคท์ เฮอเวเดส เป็นแบ็กขวาและ โยนาส เฮ็คตอร์ เป็นแบ็กซ้าย

    แผงกลาง ซามี่ เคดิร่า เข้าคู่กับ โทนี่ โครส ส่วนเกมรุก ยูเลี่ยน แดร็กซ์เลอร์ ยืนฝั่งซ้าย โธมัส มุลเลอร์ ฝั่งขวาหน้าต่ำเป็น เมห์ซุต โอซิล และ เกิร์ทเซ่ เป็นหัวหอกจัดทีมลงล็อกตามตำแหน่งง่ายๆ

    45 นาทีแรก เยอรมัน เปิดเกมด้วยความดุดันด้วยความที่ ยูเครน ตั้งรับแน่นทำให้ยากที่จะเจาะเข้าไปใจกลางประตูพื้นที่สุดท้ายทำให้ต้องหันมาเน้นลูกเปิดจากด้านข้างซึ่งไม่ใช่ของถนัดของ เกิร์ทเซ่ ทำให้หลายคนนึกถึง มาริโอ โกเมซ 

    แต่ทว่า เลิฟ ยังเชื่อมั่นในความคิดของเขาครึ่งหลังก็ยังคงรูปแบบเดิมแต่วิธีการเล่นแตกต่างจาก 45 นาทีแรกคือเน้นเกมบนพื้นและเจาะตรงกลางมากขึ้นทำให้ โอซิล กับ เกิร์ทเซ่ มีบทบาทในเกมมากกว่าเดิม

    เกมนี้ที่ต้องชมคือแผงหลังเล่นได้แข็งแกร่งมากโดยเฉพาะ บัวเต็ง ถ้าจะพูดว่าเป็นเกมที่เล่นดีที่สุดนัดหนึ่งในทีมชาติก็ไม่เกินเลยไปนักเพราะที่ผ่านมาเราเคยเห็นอาการ "เหวอ" กันมาแล้วก็บ่อยไม่น้อย

    แต่เกมนี้นั่งจับผิดอยู่ยังนับไม่ได้ว่ากองหลัง บาเยิร์น รายนี้ผิดพลาดตรงไหนจังหวะสำคัญที่สุดที่ดูว่าจะเสียท่าสกัดบอลผิดเหลี่ยมจะข้ามเส้นประตูอยู่แล้วแต่ บัวเต็ง งัดทิ้งออกมาได้หวุดหวิด

    มุสตาฟี่ อาจจะไม่ใช่เซ็นเตอร์แบ็กที่เนี้ยบแต่เขามีลูกแข็งแรง,เร็วและการเข้าสกัดที่ดุดันโดยเฉพาะทีเด็ดจากลูกโหม่งทำประตูนี่ไม่ใช่ "ฟลุ๊ค" หรือครั้งแรกเขาทำให้เห็นบ่อยกับ บาเลนเซีย มานักต่อนัก

    เฮอเวเดอส อาจจะไม่ใช่ฟูลแบ็กธรรมชาติแต่ก็เล่นได้มาตรฐานในตำแหน่งแบ็กขวารักษาตำแหน่งตัวเองได้ดีส่วน เอ็คตอร์ วูบวาบแข็งแรงทำได้ดีไม่แพ้กันทางฝั่งซ้าย

    คนที่เด่นที่สุดในเกมยกให้ เคดิร่า นี่คือกลางรับในฝันของโค้ชทุกคนเขาเล่นได้เนี้ยบมากในเกมนี้ครึ่งแรกอาจจะไม่เด่นมากนักแต่ 45 นาทีหลังเอาไป 10 เต็ม...

    เคดิร่า มีพละกำลังเหลือเฟือนี่คือมิดฟิลด์ "Box To Box" ขนานแท้วิ่งจากกรอบเขตโทษตัวเองจนสุดกรอบเขตโทษคู่ต่อสู้ตลอด 90 นาที โชเซ่ มูรินโญ่ เลือก เคดิร่า ไปอยู่ เรอัล มาดริด เป็นคนแรกด้วยเหตุผลที่ว่านี้

    จุดอ่อนของ เคดิร่า คือสภาพร่างกายเจ็บบ่อยทำให้ลงสนามไม่ต่อเนื่องแต่เมื่อเขาฟิตเต็มที่สิ่งที่ได้เห็นก็คือฟอร์มอันยอดเยี่ยมในเกมกับ ยูเครน ที่ตัดบอลสำคัญหลายครั้งพร้อมกับสอดขึ้นส่องประตูเป็นระยะ

    โครส ก็เล่นได้ตามมาตรฐานไม่ต้องใช้แรงมากยืนถูกที่ถูกเวลานี่คือหัวใจสำคัญของมิดฟิลด์ตัวสร้างสรรเกมต้องใช้สมองมากกว่ากำลังเพราะทีเด็ดของเขาคือการจ่ายบอลไม่ว่าสั้นหรือยาว

    โครส เป็นคนเปิดเกมจากด้านหลังตำแหน่งยืนอยู่ต่ำเปรียบเหมือน "ควอเตอร์แบ็ก" ใน อเมริกันฟุตบอล คุณภาพบอลจากเท้าที่แม่นยำของเขาทำให้ โครส ยืนตรงไหนของสนามก็ได้เฉกเช่น อันเดรีย ปีร์โล่ หรือ เดวิด เบ็คแฮม 

    เมื่อ เคดิร่า คือไดนาโม โครส เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเกมของ เยอรมัน จึงลงตัวโดยมี โอซิล จอมเทคนิคที่พลิ้วไหวอยู่หน้ากรอบเขตโทษ ยูเครน แม้ว่าเกมนี้จะไม่เด่นมากนักแต่ก็ยังปล่อยทีเด็ดเครื่องหมายการค้าของตัวเองคือ "แอสซิสท์"

    สถิติการเปิดบอลให้เพื่อนทำประตูของ โอซิล ในยุคนี้ไม่มีใครทำได้มากไปกว่าเขาแล้วประตูที่สองของ เยอรมัน ลูกเปิดจากด้านข้างที่ดูเหมือนง่ายแต่เปิดให้แม่นได้น้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

    จังหวะโต้กลับเร็ว โอซิล เลี้ยงตัวอยู่ในไลน์กองหลังฉีกไปด้านซ้ายเหลือบไปเห็น บาสเตียน ชไวสไตเกอร์ สปีดมาแรงเสาสองการเปิดต้องใส่น้ำหนักและพื้นที่เผื่อให้ บาสตี้ สอดเข้ามาจ๊ะเอ๋ลูกบอลพอดีแบบที่เห็น

    แดร็กซ์เลอร์ เล่นได้ดีในระดับหนึ่งมีส่วนร่วมอยู่กับเกมตลอดแต่ยังต้องพัฒนาประสิทธิภาพความเฉียบขาดทั้งการเปิดบอลและยิงประตูในขณะที่ มุลเลอร์ ต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยเห็นว่าทำได้ดีกว่านี้

    มาถึง เกิร์ทเซ่ ได้ลูกขยันทุ่มเทเชื่อได้เลยว่าแท็กติก  "false nine" ไม่น่าจะเป็นรูปแบบตายตัวของ เลิฟ น่าจะปรับเปลี่ยนไปตามคู่ต่อสู้มากกว่าเพราะ เกิร์ทเซ่ มีข้อจำกัดหลายอย่างในบทบาทศูนย์หน้า

    ส่วน ยูเครน เล่นเกมนี้ได้ดีมากนัดหนึ่งทั้งรูปเกมและโอกาสทำประตูสู้ได้สนุกสูสีแต่ขาดความเด็ดขาดแค่นั้นเองซึ่งถ้าเล่นได้มาตรฐานนี้การเก็บชัยชนะสองเกมที่เหลือกับ โปแลนด์ และ ไอร์แลนด์เหนือ ไม่ใช่เรื่องยาก

    นี่คือเกมแรกของ เยอรมัน ผลงานอาจจะออกมาดีแต่หนทางยังอีกยาวไกลเรามารอมาดูพัฒนาการของ เลิฟ นัดต่อนัดกันดีกว่า...
    

ซัมเมอร์ฮิลล์