เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 อัซซูรี่ รอหักปีกอินทรีเหล็ก!!

View Share
SHARE

ถึงเวลาหวดรอบก่อนรองชนะเลิศกันแล้วครับ เหมือนเหตุการณ์ที่เราเดินทางถึงปารีสมันเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเองนะครับ แป๊บเดียวจบรอบแรกจบรอบ 16 ทีมเฉย อยากให้แข่งแค่วันละคู่สองคู่ตั้งแต่รอบแรกจริงๆ เตะไปพักไป จะได้หวดกันนานๆเหมือนทัวร์นาเมนท์มันใกล้เจ็บเร็วเหลือเกิน

 

    เราได้พัก 2 วันก็ต่างคนต่างหาเดินไปตามสถานที่ต่างๆของเมืองเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวสู้ผู้อ่านทั้งหนังสือพิมพ์ เว็บและทีวี สำหรับผมเองไปไหนไม่ได้ไกลครับเพราะอยู่ระหว่างพักเท้า หลังจากเดินมาอย่างหนักหลายสัปดาห์ ทำให้เท้าพองเป็นตาปลา แต่ยาที่ฝรั่งเศสนี่ก็ผลิตภัณฑ์ดีเหลือเกิน มิใช่แค่หีบห่อสวยและออกแบบดูดีเท่านั้น ยาดีมากด้วย ใช้ไปแค่สองสามวันดีขึ้นมาก กลับมาใส่รองเท้าผ้าใบรองเท้าวิ่งได้ ก่อนหน้านั้นต้องใส่แตะหลายวันเชียวครับ แตะแบบคีบเลยล่ะ

    ผมก็เดินไปเดินมาเรื่อยๆทั้งแถนนชัวซี่เรื่อยไปถึงอเวนิว อิตาลี ที่เคยมีการประท้วงใหญ่เมื่อวันก่อน ตอนนี้กลับมาเป็นปกติแล้ว เดินดูร้านดอกไม้ก็สวยดีครับ ดอกไม้ที่นี่เป็นสายพันธุ์ยุโรป แทบไม่มีเหมือนเอเชียเลย จะมีก็ดอกชบานี่แหละที่รู้จัก

    เดินผ่านจักรยานก็อยากขี่ครับ เคยเล่าให้ฟังแล้วว่ามีจักรยานให้เช่าเยอะมากเพราะรัฐบาลสนับสนุน วิธีเช่าก็ใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเอา เสียบบัตรเข้าไป ตู้จะหักเงินค่ามัดจำไว้ 120 ยูโร บวกค่าเช่าอีกวันละ 1.8 ยูโร พอเอารถไปคืน (ตรงจุดไหนก็ได้ของเมือง) เงินมัดจำก็จะหักคืนให้

    1.8 ยูโรนี่ราคาเท่ากับตั๋วรถเมโทร 1 เที่ยวเลยนะครับ! ถือว่าเป็นนโยบายที่ดีมาก ระยะทางใกล้ๆแทนที่จะนั่งรถเมโทร ใช้รถเมล์ รถราง เอาจักรยานไปดีกว่า ลดมิลพิษได้ออกกำลังกายด้วย ผมเป็นแต่ละจุดที่มีรถจักรยานให้เช่า เกลี้ยงเกือบทุกจุดครับ คนใช้กันเยอะมากๆ พอตอนเช้าตรู่เขาก็จะเอารถขนมาวางใหม่ แล้วจักรยานเหล่านี้ก็คงได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างดีเรียบร้อย สมกับความเป็นฝรั่งเศสที่ผู้คนชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย ยกเว้นอยู่สองเรื่องครับ คือคนเลี้ยงหมาพาอึมั่ว กับ คนชอบปัสสาวะในสถานีเมโทร เหม็นทุกป้ายครับ Haha คงพวกขี้เมา ไรบ้าน พวกแอฟริกัน ยิปซีผลัดถิ่นอะไรพวกนั้น คนฝรั่งเศสแท้ๆผมเชื่อว่าไม่ทำไรแบบนั้น

    ย่านที่เราอยู่เรียกว่าเขต 13 เป็นย่านคนเอเชียอยู่เยอะ หนักไปทางจีนอันดับหนึ่งรองลงมาคือเวียดนามกับลาว และไทย ร้านอาหารแถวนี้มีเยอะมากครับที่ส่วนหนึ่งของชื่อร้านมีคำว่า "PHO" ไม่รู้อ่านว่า โฟ, เฟอหรือเฝ๋อ เปิดในเว็บดูพบว่า PHO เป็นอาหารประจำชาติเวียดนามอย่างหนึ่ง คล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว หรือคล้ายเส้นยากิโซบะของญี่ปุ่น แต่เนื้อจะเหมือนขนมจีนมากกว่า เพียงแต่เหนียวกว่าไม่ขาดง่ายขนมจีน

    ถัดนัดเพือนไว้ที่ร้าน "Pho" ต้องบอกด้วยนะครับว่า Pho ไหน ถนนไหน ผมนับเล่นๆไม่ต่ำกว่า 9 ร้าน!!!

    เอาล่ะ มาเข้าเรื่องทีมชาติอิตาลีกันหน่อยครับ คืนวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ จะลงเตะซูเปอร์มหากาฬบิ๊กแมตช์อีกนัดนั่นคือพบ "เยอรมัน" แชมป์โลกทีมล่าสุด และเป็นเต็งหามสุด ฟอร์มเยี่ยมไร้คำบรรยายใดๆอีกด้วย แข็งแกร่งเกินเจาะตาข่าย ยังไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว!

    แน่นอน บริษัทรับพนันถูกกฎหมายยกให้อินทรีเหล็กเป็นต่อ ในทีวีฝรั่งเศสก็วิเคราะห์เกมรอบก่อนรองชนะเลิศทั้งวี่ทั้งวันครับ เจาะลึกเรื่องอัซซูรี่ครับ แม้ว่าแปลภาษาฝรั่งเศสไม่ออก แต่ภาพที่สื่อมาก็พอบ่งบอกได้ครับว่าหมายถึงอะไร

    ภาพย้อนให้ดูความทรงจำเมื่อ 4 ปีก่อนซึ่งคู่นี้เจอกันในรอบรองชนะเลิศที่ยูเครน-โปแลนด์เกมนั้นอินทรีเหล็กก็ถูกมองว่าเหนือกว่า คนเชียร์อัซซูรี่ต้องลุ้นใจเต้นตลอดเวลา และเป็น "มาริโอ บาโลเตลลี่" เหมาสองเม็ดรวดตั้งแต่ครึ่งแรก ส่วนนักเตะเมืองเบียร์แก้คืนได้เม็ดเดียวจากลูกจุดโทษของเมซุท โอซิล ในช่วงทดเจ็บออกไปสองนาที

zoom

สเตฟาโน่ สตูราโร่ (กลาง) มีแนวโน้มได้ลงตัวจริงแทน ดานิเอเล่ เด รอสซี่ ที่บาดเจ็บ และติอาโก้ ม็อตต้าที่ติดโทษแบน

 

    มาดูเรื่องสภาพความพร้อมของทีมกันบ้าง เริ่มจาก "อันโตนิโอ คันเดรว่า" ปีกตัวหลักที่พลาดการลงสนามเกมกับสเปน ในแมตช์ที่จะปะทะเยอรมันก็มีแนวโน้มลงไม่ได้อีก นายแพทย์เอ็นริโก้ คาสเตลลัชชี่ ตรวจอาการแล้ว ปัญหาเจ็บกล้ามเนื้อขายังไม่หายครับ ดูแล้วยากที่จะหายทันลงสนาม

    อีกคนที่เจ็บตามมาและเป็นกำลังสำคัญด้วยคือ "ดานิเอเล่ เด รอสซี่" เนื่องจากเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาขวาในแมตช์พบกระทิงดุดนัน่แหละครับ คุณหมอประจำทีมชาติบอกแม้พยายามรักษาเต็มที่ แต่ปัญหาค่อนข้างหนักทีเดียว

    แล้วอย่าลืมว่า ผู้เล่นที่จะแทนตำแหน่งของเด รอสซี่นั้น ปกติคือ "ติอาโก้ ม็อตต้า" ซึ่งก็ติดโทษพักแข้งอีก สื่อมะกะโรนีก็วิเคราะห์กันว่า หากให้ "สเตฟาโน่ สตูราโร่เล่น" คงไม่น่ายืนตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางในระบบ 3-5-2 ได้ เพราะคงมิใช่ตัวเชื่อมเกม ขับเคลื่อนเกมได้เหมือนเด รอสซี่ด้วย ดังนั้นคงต้องปรับทัพมาเป็นแบบ 3-4-3 โดยให้สตูราโร่ ยืนทำเกมคู่กลางกับ "มาร์โก ปาโรโล่" ขณะที่ "อเลสซานโดราน ฟลอเรนซี่" จะยืนกราบขวา และด้านซ้ายสุดเป็นของ "มัตเตีย เด ชีโย่"

    แนวรุกก็จะขยับเอา "เอมานูเอเล่ จัคเครินี่" จากมิดฟิลด์ขึ้นไปยืนกองหน้าริมเส้นด้านขวา "เอแดร์" อยู่ด้านซ้าย โดยมี "กราเซียโน่ เปลเล่" ปักหลักหัวหอกตัวเป้าตรงกลาง ส่วนสามปราการหลังยังชุดเดิมทั้ง อันเดรีย บาร์ซายี่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่และ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ลงครบ สำหรับผู้รักษาประตูมือหนึ่งมี จานลุยจิ บุฟฟ่อน มือหนึ่งเฝ้าเสาอยู่แล้ว

    เรื่องรูปทรงเกม ผมเชื่อว่าถ้าอัซซูรี่อยากมีลุ้นถึงชนะ ก็ต้องทำคล้ายๆเกมพิชิตกระทิงดุ คือต้องมีจังหวะเพรสซิ่งสูงพร้อมๆกันทั้งทีมด้วย เวลาเยอรมันถอยบอยลงไปที่แผงหลัง ในแมตช์กับสเปน คอนเต้เองก็ปลุกเราให้นักเตะขยับขึ้นมาเพรสพร้อมกันหมดซึ่งได้ผลดีมาก ต่อให้อินทรีเหล็กเป็นทีมที่ออกบอลดี เก็บลูกได้เยี่ยมขนาดไหน การเพรสเร็วๆก็ทำให้คิดอ่านออกบอลอะไรไม่ถนัดได้ และผิดพลาดได้เหมือนกัน สำคัญคือต้องพลิกจังหวะเอาบอลที่แย่งมา รุกกลับทันทีเพื่อทำเป็นประตูให้ได้เท่านั้น

    วิธีการเพรส และเข้าหาคู่แข่งอย่างรวดเร็ว ทำให้อิตาลีต้องใช้พลังงานการวิ่งเยอะ ถึงตอนนี่เป็นทีมที่วิ่งมากที่สุดในยูโรด้วยระยะทางรวม 455,056 กิโลเมตร อันดับสองเป็นของ เยอรมันนั่นแหละครับ ด้วยตัวเลข 446.445 กม. ซึ่งอินทรีเหล็กก็เป็นทีมที่เข้าหาบอลเร็วเช่นกัน แม้ว่าไม่ได้มีการเพรสสูงก็ตาม

    ที่สามเป็นจอมพลิกล็อคสุดขั้วโลก "ไอซ์แลนด์" 442.524 กม. และ "สโลวะเกีย" อันดับห้า 435.873 กม. จาก 5 อันดับแรกมีเพียง สโลวะเกียที่ตกรอบไปแล้ว

    ด้าน "เบลเยียม" ที่เข้ามารอบ 16 ทีมได้ เป็นทีมที่วิ่งเป็นอันดับ 15 โน่น สังเกตง่ายๆคือเวลาเล่นเกมรับ จะไม่ใช่การเพรส วิ่งเข้าหาคู่แข่งเร็วบีบเร็ว แต่จะเน้นการคุมโซนแทน ซึ่งฝรั่งเศสเองก็เล่นด้วยวิธีนี้เช่นกัน

    ช่วงเย็นผมดูทีวี มี อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอิตาลี มีการแปลภาษาฝรั่งเศสให้ทันทีและซับไตเติ้ลเป็นภาษาน้ำหอมด้วย กองกลางจากรั้วหมาป่าเชื่อว่าตอนนี้ศักยภาพของอัซซูรี่สู้เยอรมันได้แล้ว เรียกว่าคนเราจะสู้กัน ต้องแบบนี้สิครับ ไปมองว่าเป็นรอง มองว่าเค้าเหนือกว่าก็แพ้ไปครึ่งตัวแล้ว

เปสเช่