เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 กุนซือสิงโตคำรามในจินตนาการ

View Share
SHARE

เมื่อทีมชาติอังกฤษ (มหาชน) พุ่งเข้าชนความอัปยศตบชักในศึกยูโร 2016 ผู้จัดการทีมเฮงซวยอย่าง รอย ฮ็อดจ์สัน ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งทันที ทั้งที่เจ้าคุณปู่แกควรจะแสดงสปีริตมาตั้งแต่ตอนตกรอบแรกฟุตบอลโลกแบบเสียน้องหมา เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว

 

    สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือเรียกสั้นว่า "เอฟเอ" นี่ก็สุดยอดมากครับ คือเห็นๆ อยู่ว่า "ปู่รอย" เป็นผู้จัดการทีมที่คุณภาพบัดซบขนาดไหน แทนที่จะรีบตะเพิดออกจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้งคนอื่นขึ้นมาแทนกลับปล่อยเอาไว้ทำแมวน้ำอะไรก็ไม่ทราบ

    เข้าใจว่าคงไม่อยากจ่ายค่าเสียหายในกรณีที่ฉีกสัญญานั่นแหละ

    เมื่อตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ว่างลงอีกครั้ง คำถามคือใครจะเป็นเหยื่อ เอ๊ย! เป็นผู้จัดการทีมคนต่อไป?

    งานคุมทีมสิงโตคำรามเป็นอะไรที่ยั่วยวนและท้าทาย รวมถึงสุ่มเสี่ยงมากนะครับ

    เพราะ "อิงแลนด์ เนชั่นแนล ฟุตบอล ทีม" คือทีมชาติระดับขวัญใจมหาชนที่ชื่อเสียงโด่งดังและมีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดทีมหนึ่งในโลก     

    บางทีน่าจะเป็นอันดับหนึ่งในโลกด้วยซ้ำ

    ที่สำคัญคือค่าจ้างที่สุดแสนมหาศาล

    หลังจากอังกฤษโดนเขี่ยตกรอบอย่างน่าอับอายก็มีการเปิดเผยว่า รอย ฮ็อดจ์สัน นี่แหละคือผู้จัดการทีมที่ฟันค่าจ้างมากที่สุดในศึก ยูโร 2016 เลยทีเดียว มากกว่า อันโตนิโอ คอนเต้ (อิตาลี), โยอาคิม เลิฟ (เยอรมัน), บิเซนเต้ เดล บอสเก้ (สเปน) และดิดิเย่ร์ เดชองส์ (ฝรั่งเศส

    ค่าจ้างของอีปู่แกไม่มากไม่มายสักเท่าไหร่หรอกครับ แค่ 3.5 ล้านปอนด์ ต่อปี

    ตีเป็นเงินไทยในยุคที่อังกฤษถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปก็แค่ประมาณ 175 ล้านบาทเท่านั้นเอง!

    คิดถึงเรื่องนี้แล้วอยากหัวเราะออกมาเป็นภาษามอนเตเนโกร

    แม้จะเป็นงานที่มากด้วยชื่อเสียง เกียรติยศ และเงินทอง แต่ในขณะเดียวกัน ตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษก็แทบไม่ต่างจากการว่ายน้ำเล่นกับจระเข้น้ำเค็ม (ดุกว่าจระเข้น้ำจืด) ที่ไม่ได้แดกส์อะไรมานานกว่า 2 สัปดาห์

    นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะถูกพวกโคตรไอ้เคี่ยมจู่โจมพลางหมุนควงสว่านแล้วลากศพลงไปหมกใต้น้ำมีสูงมาก

    อย่างไรเสียก็เชื่อว่ามีผู้จัดการทีมอีกหลายคนที่ต้องการลงไปว่ายน้ำกับจระเข้น้ำเค็มที่หิวโซ

    ขึ้นอยู่กับว่าคราวนี้ "เอฟเอ" จะมาแนวไหน?

    ผู้จัดการทีมที่มีสัญชาติอิงลิชเท่านั้น - ผู้จัดการทีมชาวต่างชาติ - ผู้จัดการทีมในเครือสหราชอาณาจักร หรือฉีกแนวไปเลย

    ในอดีต อังกฤษเคยลองใช้ผู้จัดการทีมชาวต่างชาติมาแล้ว 2 ท่านด้วยกัน คือ สเวน โกรัน อีริคส์สัน และ ฟาบิโอ คาเปลโล่

    ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ คือไปไม่ถึงดวงดาว ส่วนใหญ่มีอันเป็นไปในรอบน็อคเอาต์ของทัวร์นาเมนต์ใหญ่นี่แหละ โดยในระหว่างนั้นเคยมีผู้จัดการทีมชาวอังกฤษไปแทรกตรงกลางอยู่ 1 ท่านด้วยกัน

    นั่นคือ สตีฟ แม็คคลาเรน อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทว่ามันกลายเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ เมื่อ "บิ๊กแม็ค" ทะลึ่งทำอังกฤษตกรอบคัดเลือก ยูโร 2008 ไม่ได้ไปเล่นในรอบสุดท้ายอย่างน่าขายหน้าหน้า

    สุดท้ายก็ต้องวนกลับมาใช้บริการผู้จัดการทีมชาวอังกฤษอีกครั้ง

    รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือผู้ตะบันชีวิตในเส้นทางสายลูกหนังมาอย่างโชกโชนและโชกชุ่ม

    ก่อนที่จะรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ คุณปู่แกเพิ่งสร้างความบรรลัยให้ ลิเวอร์พูล มาหมาดๆ แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษก็ยังอยากที่จะเอานิ้วเปียกๆ แหย่เข้าไปในรูเสียบปลั๊กไฟซะอย่างนั้น

    แล้วก็อย่างที่เห็นในทัวร์นาเมนต์สำคัญ 2 ครั้งล่าสุดนั่นแหละ ปู่แกทำให้คนอังกฤษทั้งประเทศแทบจะเอาหน้ามุดลงไปในโถส้วม

    อังกฤษเป็นชนชาติที่หยิ่งผยองและภูมิใจในชาติพันธุ์ของตัวเองมาก พวกเขาคือเจ้าของหยดอสุจิคุงผู้ให้กำเนิดเกมลูกหนัง เพราะฉะนั้นผู้จัดการทีมสิงโตคำรามไม่ว่าจะยุคไหนก็สมควรที่จะเป็นคนอังกฤษเท่านั้น

    มิหนำ 

    ดูเหมือน "เอฟเอ" จะต้องการผู้จัดการทีมที่ว่านอนสอนง่าย สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ ไม่ชอบคนหัวแข็ง

    ปัญหาคือมันหาผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่มีคุณภาพได้น้อยมาก เฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ไม่มีใครฝีมือโดดเด่นเลยสักคน

    ตั้งแต่พรีเมียร์ลีกก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1992 ยังไม่เคยมีผู้จัดการทีมชาวอังกฤษคนใดที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเลยนะครับ

    คนสุดท้ายที่ได้แชมป์ลีกสูงสุด คือ โฮเวิร์ด วิลกินสัน ของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งต้องย้อนกลับไป เมื่อฤดูกาล 1991-92

    ส่วนคนสุดท้ายที่ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ในรอบ 20 ปีล่าสุด มีแค่คนเดียวคือ แฮร์รี่ เรดแน็ปป์ ของ พอร์ทสมัธ เมื่อ 2008

    เรียนตามตรงว่าคุณภาพของผู้จัดการทีม อังกฤษ ยังสู้ สก๊อตแลนด์, เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ไม่ได้ด้วยซ้ำ

    ด้วยเงื่อนไขที่ว่าต้องเป็นคนอังกฤษและอยู่ในโอวาท ส่วนความสามารถนั้นอีกเรื่อง

    ตอนแรกจึงมีข่าวว่า แกเร็ธ เซาธ์เกท ซึ่งแสดงผลงานในการคุมสิงโตหนุ่มได้ไม่เลวนี่แหละคือผู้จัดการทีมสิงโตคำรามคนต่อไป 

    อืมมมมมม...นะ

    ครั้งแรกที่แฟนคลับทีมชาติอังกฤษอย่างผมทราบข่าวนี้ก็เผลออุทานในใจโดยไม่รู้ตัวเป็นภาษาพระโขนงว่า "พ่องตาย"

    ถ้าทะลึ่งเอา แกเร็ธ เซาธ์เกท มาคุมทีมชาติจริงๆ ก็คงจะอวยพรได้คำเดียวล่ะครับ "โชคดีนะ" เพราะเผลอๆ อาจไม่ได้ไปเล่นในรอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่ รัสเซีย เพราะมองมุมไหนก็ไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้

    แล้วเหลือใครอีกที่กุนซือชาวอังกฤษอีกล่ะ อลัน พาร์ดิว, แซม อัลลาไดซ์, สตีฟ บรู๊ซ หรืออดีตดาวเตะทีมชาติที่เป็นนักวิจารณ์ลูกหนังอย่าง อลัน เชียเรอร์ และ แกรี่ เนวิลล์???

    คำนวณดูแล้วอย่าเสี่ยงดีกว่า ขืนเอามาก็คงไม่แตกต่างจากเดิมสักเท่าไหร่

    ส่วนพวกที่มาจากประเทศลูกไล่อย่าง สก๊อตแลนด์, เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ รวมถึง ไอร์แลนด์ ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ - ต่อให้เก่งกาจขนาดไหนก็ไม่มีทาง เพราะมันเสียฟอร์ม

    ถ้าผมเป็นประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษผู้มีสิทธิ์เลือกผู้จัดการทีมคนใหม่ ตอนนี้ผมมีผู้จัดการทีมอยู่ในใจ 2 คนด้วยกัน ทั้งชาวต่างชาติและชาวอังกฤษแท้

    หนึ่งคือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือชาวอิตาลีที่เพิ่งเสกให้ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างมหัศจรรย์นี่แหละ

    เดี๋ยวนี้แกเป็นคนละคนกับที่เคยถูกทีมชาติกรีซไล่ตะเพิดออกจากตำแหน่งอย่างรวดเร็วชนิดเป็นสถิติโลกแล้วนะครับ

    ดูจากระบบการเล่นและวิธีการเล่นของ เลสเตอร์ ขอบอกว่า "จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์" ผู้นี้เหมาะกับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษมาก

    เพราะแทบไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดกะโหลก เพียงแค่เอา เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตัวเองเคยทำนี่แหละมาเป็น "พิมพ์เขียว" ของทีมชาติอังกฤษ

    คิดง่ายๆ ขนาด เจมี่ วาร์ดี้ เป็นกองหน้าคู่กับ ชินจิ โอกาซากิ ทีมตัวเองอหังการถึงขั้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แล้วลองคิดดูนะครับว่าถ้าเปลี่ยนกองหน้าญี่ปุ่นเป็นดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกอย่าง แฮร์รี่ เคน มันจะสะเด่าไปเลยอีน้องมากขนาดไหน

    แดนนี่ ดริ๊งค์วอเตอร์ เป็นขุมพลังในแดนกลาง โดยเอา เอริก ดายเออร์ หรือ เดเล่ อัลลี่ มาแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้

    ตัวริมเส้นก็ใช้ มาร์ค อัลไบรท์ตัน นั่นแหละ ส่วนอีกข้างก็ใช้เด็กนรกแตกอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด แทนที่ ริยาด มาห์เรซ ขณะที่แผงหลังระดับทีมชาติอังกฤษ ฝีเท้าคงไม่ด้อยไปกว่า คริสเตียน ฟุค, โรเบิร์ต ฮูธ, เวส มอร์แกน และแดนนี่ ซิมป์สัน สักเท่าไหร่

    ว่าแล้วก็เล่นแบบ เลสเตอร์ ที่ตัวเองคุมนั่นแหละ คือไม่ต้องพยายามทำเป็นเหนือชั้นแบบเต็มประดา เข้าใจในศักยภาพของตัวเองอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว โดยเน้นเกมรับที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งเอาไว้ก่อนพลางหาจังหวะจู่โจมแบบลอบฆ่า ซึ่งเหมาะกับฟุตบอลแบบทัวร์นาเมนต์มากกว่าฟุตบอลลีกเสียด้วยซ้ำ

    ส่วนอีกตัวเลือกนั้นขอแบบฉีกแนวไปเลย

    อันนี้แค่คิดเล่นๆ แบบขำๆ เท่านั้นนะครับ ย้ำอีกครั้งว่าคิดเล่นๆ แบบขำๆ เท่านั้น เพราะในโลกแห่งความจริงคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากพี่แกไม่ได้เล่าเรียนวิชาโค้ชระดับอ๋องมาจากไหน และไม่เคยทำหน้าที่ผู้จัดการทีมมาก่อน

    ในเมื่อคุณภาพของผู้จัดการทีมชาวอังกฤษมันช่างบัดซบ ครั้นจะเอาผู้จัดการทีมชาวต่างชาติก็จะดูเป็นการเสียศักดิ์ศรีซะเปล่าๆ ว่าแล้วประชดชีวิตด้วยการเลือกมอบตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษให้ เดวิด เบ็คแฮม ไปเลย

    อย่างน้อยก็เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ เช่นเดียวกับพอมีประสบการณ์ทางด้านโค้ชอยู่บ้างในฐานะผู้ช่วยของ ฟาบิโอ คาเปลโล่

    ทีนี้ลองจินตนาการดูนะครับ ทีมชาติอังกฤษที่มี "พี่เบ็คส์" เป็นผู้จัดการทีม

    ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ขอเรียนตามตรงว่ามันคงไม่มีอะไรเฮงซวยไปกว่าทีมชาติอังกฤษในมือ รอย ฮ็อดจ์สัน แล้วล่ะ

บอ.บู๋