เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 สิงโตเลือกนาย

View Share
SHARE

50 ทศวรรษแห่งความผิดหวังนับจากผงาดง้ำค้ำโลกลูกหนังบนแผ่นดินตัวเองเมื่อปี 1966

 

    ครั้งที่ 6 กับภารกิจเลือกนายนับตั้งแต่ผัดเปลี่ยนสหัสวรรษใหม่

    ก่อคำถามตามมาว่าคุณสมบัติใดกันที่นำพาโค้ชทีมชาติประสบความสำเร็จ?

    จำเป็นมั้ยที่ต้องสั่งสมประสบการณ์รับใช้ชาติทะลุ 100 นัด?

    จำเป็นมั้ยที่ต้องถือกำเนิดบนแผ่นดินมาตุภูมิ?

    จำเป็นมั้ยที่ต้องพกความสำเร็จติดตัวเป็นทุนเดิม?

    เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่ทันไรใกล้จะครบสัปดาห์เข้าให้แล้วกับภารกิจเสาะหานายใหญ่คนใหม่ให้ทีมชาติอังกฤษ

    ให้หลังจาก รอย ฮ็อดจ์สัน ชิงลาเก้าอี้รับผิดชอบตกรอบยูโร จนถึงจุดนี้ยังมองไม่ขาดอ่านไม่ทะลุเลยว่าใครกันที่คู่ควรขี่หลังสิงโต 3 ตัว?

zoom

เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ ผู้เคยแผ้วทางให้ โยอาคิม เลิฟ ขึ้นแท่นแชมป์โลก ตกเป็นข่าวสนคุมสิงโตคำรามด้วยคน

 

    ความปราชัยอัปยศอดสูต่อไอซ์แลนด์จอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายกลายเป็นสัญญาณตกต่ำทะลุขีดสุดของทีมสิงโตคำราม--เครื่องหมายคำถามไม่ได้มีแค่เรื่องของสภาพจิตใจอีกต่อไป ในแง่แท็กติก และคุณภาพนักเตะยิ่งชวนกังขาขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย

    แนวทางแก้ไขในเรื่องนั้นมันต้องใช้เวลาระยะยาว แต่ถ้าต้องการหาทางออกระยะสั้น คำตอบสุดท้ายคงต้องแต่งตั้งโค้ชฝีมือดีสักคนเข้ามากอบกู้

    มาร์ติน เกล็นน์ ประธานบริหารสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ได้เผยผ่านสื่อไปตั้งแต่เมื่อวันก่อนๆ ว่าพร้อมเปิดประตูกว้างสำหรับผู้จัดการทีมชาวต่างชาติ ซึ่งเคยร่วมงานเพียง 2 รายเท่านั้นคือ สเวน-โกรัน เอริคส์สัน และ ฟาบิโอ คาเปลโล่

    "เราจะดำเนินการแสวงหาบุคคลที่ดีที่สุดเข้ามารับตำแหน่ง เราจะไม่ตัดชื่อใครคนไหนออกไปทั้งนั้น" ซีอีโอเกล็นน์ ระบุ

    วาทะออกตัวดังกล่าวถือว่ามีเหตุมีผล ในเมื่อชั่วโมงนี้ยังขาดแคลนแคนดิเดท "คนใน" ที่มือถึงจริงๆ

    อย่างไรก็ดี การมีโค้ชคนนอกช่วยอะไรได้จริงมั้ยในประวัติศาสตร์ความสำเร็จระดับทีมชาติ?

    คำตอบเกรงว่าจะไม่

    มีกุนซือเพียงหนึ่งเดียวที่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์โลก หรือยูโรกับทีมชาตินอกแผ่นดินเกิด นั่นคือ อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล จอมแท็กติกจากเมืองเบียร์ผู้จารึกเทพนิยายกรีก ครองเจ้ายุโรปเมื่อปี 2004

zoom

"ไกเซอร์ฟรานซ์" นำเยอรมันตะวันตกเป็นแชมป์โลก 1990 ทั้งที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในอาชีพโค้ชมาก่อนหน้า

 

    ถ้ายังงั้น เอฟเอ ควรเลือกคนในมากกว่าใช่มั้ย?

    นอกเหนือจากประเด็นคนนอก-คนใน (ประเทศ) ยังมีอีกหลายๆ แง่มุมที่ควรพินิจพิจารณาผ่านกุนซือแชมเปี้ยน 15 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ (ฟุตบอลโลก และยูโร) ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา

    นับจากฟุตบอลโลก 1986 นายใหญ่ทั้ง 14 คนมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 56 ปีในตอนที่ประกาศศักดาครองแชมป์ และน่าสนใจกว่านั้นอีกคือค่าเฉลี่ยคว้าโทรฟี่เมเจอร์อยู่ที่ 3.9

    ในห้วงเวลาดังกล่าวมีเพียง 3 หน่อที่ไม่เคยได้แชมป์รายการใดๆ มาก่อนประสบความสำเร็จทีมชาติ นั่นก็คือ ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ (เยอรมันตะวันตกแชมป์โลก 1990), แบร์ตี้ โฟ้กท์ส (เยอรมันแชมป์ยูโร 1996) และ โรเช่ร์ เลอแมร์ (ฝรั่งเศสแชมป์ยูโร 2000)

    นอกนั้นอีก 9 คนที่เหลือเคยเชยชมโทรฟี่ใหญ่รายการอื่นๆ รวมกัน 59 ครั้ง!

    แล้วเรื่องประสบการณ์ลงเล่นทีมชาติล่ะ มีส่วนมั้ย?

    ไม่ใช่เสมอไปแน่ๆ โดยเฉพาะเมื่อนำเอาตรรกะนี้ไปใช้กับยอดกุนซืออย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ หรือ โชเซ่ มูรินโญ่

    ในรายนามโค้ชแชมป์ทีมชาติชุดเดิม มีแค่ 2 ที่เคยรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่เกินกว่า 20 นัด อันได้แก่ เบ็คเค่นเบาเออร์ และ โฟ้กท์ส ตำนานแข้งเมืองเบียร์ทั้ง 2 ที่ติดธงไป 103 และ 96 นัด ตามลำดับ

    กลับกันมีอยู่ถึง 5 รายที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ช่วยชาติระดับซีเนียร์เลยสักครั้ง เป็นพวกแชมป์โลกทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การ์ลอส บิลาร์โด้ (อาร์เจนตินา 1986), คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์เรยร่า (บราซิล 1994), ลุยซ์ เฟลิเป้ สโคลารี่ (บราซิล 2002), มาร์เชลโล่ ลิปปี้ (อิตาลี 2006) และ โยอาคิม เลิฟ (เยอรมัน 2014)

    ตัวเลขเฉลี่ยติดทีมชาติของโค้ชแชมเปี้ยนเหล่านี้เลยอยู่แค่ 17 ซึ่งน่าจะน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำหากไม่มีชื่อของ "ไกเซอร์ฟรานซ์" และ โฟ้กท์ส ที่ติดธงเยอรมันตะวันตกรวมกัน 199 นัด

    หากอิงค่าเฉลี่ยความน่าจะเป็นดังกล่าว เท่ากับตัดโค้ชต่างชาติออกไป ติดทีมชาติมาก-น้อยไม่จำเป็น แล้วเหลือใครกันบ้างที่ดีพอเป็นตัวเลือก?

    แกเร็ธ เซาธ์เกต คือตัวเต็งเบอร์หนึ่งในสายตาสื่อมวลชน และบ่อนแทงพนันถูกกฎหมาย เนื่องด้วยเป็นคนคุ้นเคยในงานคุมทีมชาติรุ่นยู-21 มาในแนวว่านอนสอนง่าย ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้

zoom

อลัน พาร์ดิว ดูเข้าท่าที่สุดในตัวเลือกโค้ชในประเทศ แต่ติดขัดตรงแคแร็กเตอร์แข็งกระด้าง...เอฟเอไม่ปลื้ม!

 

    อย่างไรก็ตาม แฟนบอลส่วนใหญ่คิดคนละแบบกับเอฟเอ แม้ได้ชื่อพาสิงโตน้อยปลดแอกแชมป์ตูลง ทัวร์นาเมนต์ ในรอบ 22 ปี มิวายโดนค่อนขอด "กดสูตรโกง" ใช้ทีมยู-21 ตัวเต็มไปรังแกชาติอื่นที่มาในรุ่นยู-19 บ้าง ยู-20 บ้าง

    "ภาพจำ" ของ เซาธ์เกต คือความล้มเหลวในศึกยูโรชุดเล็ก รวมถึงตกชั้นกับมิดเดิ้ลสโบรช์ต่างหากเล่าครับคุณผู้ชม

    ตรรกะนี้ใช้ได้เช่นกันสำหรับ อลัน เชียเรอร์ ผู้เคยตกชั้นสมัยรักษาการคุมนิวคาสเซิ่ล และ แกรี่ เนวิลล์ สตาฟฟ์โค้ชที่เก็บกระเป๋าไปพร้อม ฮ็อดจ์สัน จากความล้มเหลวไม่เป็นท่ากับบาเลนเซีย

    ยังมี แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ผู้สอบผ่านเรื่องถ้วยรางวัล หากแต่ถูกมองว่าตกยุคไปแล้ว ไม่ต่างอะไรจาก เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล อดีตกุนซือชุดเวิลด์ คัพ 1998 ผู้มีคดีความพาดพิงคนพิการผ่านสื่อเป็นภาพลักษณ์ติดลบอีกต่างหาก

    อลัน พาร์ดิว, แซม อัลลาร์ไดซ์ และ เอ็ดดี้ ฮาว ก็ติดโผด้วยในกลุ่มม้านอกสายตา แต่เอาเข้าจริงคงยากส์!!!

    ในเมื่อทั้ง พาร์ดิว และ บิ๊กแซม ล้วนพกสไตล์ขวานผ่าซากที่ เอฟเอ ไม่ปลื้ม (ไม่งั้นในอดีตคงเลือก ไบรอัน คลัฟ ตำนานกุนซือปากตะไกรผู้ล่วงลับมารั้งบังเหียนแล้ว) ส่วน ฮาว อ่อนชั้นเกินไปทั้งเรื่องประสบการณ์และบารมี

    นอกกระแสขั้นกว่าไปอีกโผล่ชื่อของ สตีฟ บรูซ ซึ่งไม่เคยพิสูจน์ฝีมือว่าสอบผ่านในงานกุนซือเป็นเวลากว่าทศวรรษ และ วอร์เรน จอยซ์ กุนซือทีมสำรองปีศาจแดง (มาได้ไงเนี่ย)

zoom

อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล คือหนึ่งเดียวที่พาชาตินอกบ้านเกิดคว้าแชมป์ยูโรได้ในรอบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

 

    ทั้ง 10 รายนามที่ว่ามานี้ได้แชมป์รายการใหญ่ร่วมกันแค่ใบเดียวคือ ถ้วยเอฟเอ คัพ 2008 ของจ่าแฮร์รี่สมัยคุมพอร์ทสมัธ

    พาร์ดิว ที่ชั่วโมงนี้ดูดีมีชาติตระกูลที่สุดก็ไม่เคยเชยชมถ้วยรางวัลใด อย่างเก่งได้แค่พระรองเอฟเอ คัพ 2006 (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด) และ 2016 (คริสตัล พาเลซ)

    ตัวเลือกมีแค่นี้...ตายกันพอดี!

    อย่าว่ายังงั้นยังงี้เลย สาวพวงมาลัยเลี้ยวกลับมาหากุนซือต่างชาติดีกว่าเหอะ (HAHA)

    ชื่อของ อาร์แซน เวนเกอร์, เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์, โลร็องต์ บล็องก์, กุส ฮิดดิ้งค์ หรือกระทั่ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ ล้วนอยู่ในข่ายพิจารณา ตามความคาดหมาย (บวกนั่งเทียน) จากสื่อเมืองผู้ดี

    แง่ความสำเร็จในข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้นกับ 37 โทรฟี่รวมกันใน 5 ชื่อเหล่านี้

    นอกเหนือซีอีโอ มาร์ติน เกล็นน์ ยังมี เกร็ก ไดค์ ประธานใหญ่เอฟเออีกคนที่เปิดประตูกว้างต้อนรับเฮดโค้ชต่างชาติ ไม่เว้นแม้ร่วมแว่นแคว้นสหราชอาณาจักรก็ได้

    "ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอิงลิช แต่คนๆ นั้นควรจะมีความรู้ความเข้าาใจในฟุตบอลอังกฤษ"

    "เราไม่ควรปิดกั้นโอกาสใครสักคนที่อาจจะเป็นชาวสกอตต์, เวลช์ หรือเฟร้นช์ หากแต่ประเด็นสำคัญคือพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้าใจความเป็นไปในฟุตบอลอังกฤษ" ไดก์ ระบุไว้เหมือนรู้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อปี 2014

    ตีความตามคำพูดหัวเรือใหญ่เอฟเอ คงต้องยกให้ เวนเกอร์ เหมาะสมที่สุดจากประสบการณ์คลุกคลีบอลผู้ดีร่วมๆ 2 ทศวรรษ ปลุกปั้นนักเตะหลายรายสู่ทีมชาติ จะติดขัดก็เรื่องสัญญาผูกมัดกับทีมปืนใหญ่อีก 1 ปี

zoom

เอริคส์สัน, คาเปลโล่ และ ฮ็อดจ์สัน ล้วนล้มเหลวไม่ต่างกันบนบังเหียนสิงโตคำราม

 

    ถ้าจะเลือกใช้บริการนายใหญ่เฟร้นช์แมนก็ต้องร้องเพลงรอ 1 ปี ทำให้เกิดกระแสข่าวว่าสมาคมลูกหนังผู้ดีอาจเลือก เซาธ์เกต คุมแก้ขัดรอไปก่อน

    เคสของ เวนเกอร์ คล้ายกับ รานิเอรี่ กุนซือแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุดที่ยังเหลือสัญญากับเลสเตอร์อีกตั้ง 2 ซีซั่น

    ระหว่าง 2 คนนี้ เวนเกอร์ จึงมีความเป็นไปได้มากกว่า

    สำหรับ คลิ้นส์มันน์ ถูกรายงานว่าแสดงความสนใจคุมทีมสิงโตคำราม โดยเวลานี้ใกล้จะหมดสัญญารั้งบังเหียนทีมชาติสหรัฐฯ เต็มที

    ความสำเร็จที่ผ่านมาอาจมีแค่โทรฟี่คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ 2013 กระนั้นจุดขายของอดีตดาวยิงฉลามขาวคือการวางรากฐานอย่างที่เห็นกันในทีมมะกัน ตลอดจนทีมชาติเยอรมันที่มาตกผลึกในยุคของโค้ชโยกี้ เลิฟ

    ในราย บล็องก์ เคยคุมทีมชาติฝรั่งเศสชุดยูโร 2012 และเพิ่งวางงานสดๆ ร้อนๆ หลังแยกทางกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง แต่ดูแล้วความท้าทายของเขาน่าจะอยู่กับงานระดับสโมสรมากกว่า

    คนสุดท้ายอย่าง ฮิดดิ้งค์ มีใบผ่านงานทีมชาติช่ำชองที่สุดจากการคุม 4 ทีมชาติเล่นสุดท้ายรายการเมเจอร์ทั้งฮอลแลนด์ (ฟุตบอลโลก 1998), เกาหลีใต้ (ฟุตบอลโลก 2002), ออสเตรเลีย (ฟุตบอลโลก 2006) และรัสเซีย (ยูโร 2008)

    อย่างไรก็ตาม "บิ๊กกุส" เสียรังวัดไม่น้อยจากงานรั้งบังเหียนทัพอัศวินสีส้มคำรบสอง ก่อนรับงานรักษาการคุมเชลซีอีกหนซึ่งจบแบบไม่น่าประทับใจเท่ารอบแรก

    อีกอย่างในวัย 69 คงไม่เหมาะที่จะมาเริ่มต้นงานบนความท้าทายใหม่ๆ อีกต่อไป

    บางกระแสอ้างชื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้ามากอบกู้เฉพาะกิจเลยทีเดียว

    ได้ยิน (อ่าน) แล้วอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง!!!

    ขนาดแมนฯ ยูไนเต็ด ล้มลุกคลุกคลานยังไม่หวนเหลียวแล นับประสาอะไรต้องลงไปเปลืองตัวกับทีมชาติที่หลงตัวเองในกะลาแคบๆ กันเล่า (ฮ่าาา)

    ที่สุดแล้ว ภารกิจ "สิงโตเลือกนาย" คงต้องฝากฝังไว้กับ แดน แอชเวิร์ธ ผู้อำนวยการเทคนิค ที่จะทำงานร่วมกับ เกล็นน์ และ เดวิด กิลล์ อดีตผู้บริหารมือทองของแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานเอฟเอ

    การเลือกสรรคงกินเวลาพอสมควร แต่อย่างไรเสียควรจะเสร็จสิ้นโดยเร็ว เมื่อเหลืออีกเพียงไม่กี่เดือนก่อนเปิดฉากรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 กับสโลวีเนีย ในวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายนนี้

    เช่นเดียวกับหัวเรือใหญ่คนอื่นๆ--แอชเวิร์ธ เคยนิยาม "ดีเอ็นเออังกฤษ" ไว้ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วในข้อความว่า "ปฐมบทสู่การสร้างสรรค์แนวทางพัฒนานักเตะชั้นนำพาทีมชาติอังกฤษสู่วิธีผู้ชนะ"

    ทัวร์นาเมนต์แรกคล้อยหลังวาทะกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามแผนเลยสักนิดเดียว กระนั้นในมุมมองทางด้านเทคนิค ทีมชาติอังกฤษชุดนี้มีทิศทางในแง่บวก

    หนทางต่อจากนี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่ เอฟเอ ต้องแสวงหาอีกครั้งกับโค้ชคนที่ใช่ในการต่อชิ้นส่วนกระจัดกระจายให้กลับมาเข้าที่เข้าทา

zoom

 

zoom

มอนตี้