เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 ฟุตบอลคือสิ่งมหัศจรรย์

View Share
SHARE

พลันบทเพลง ''Land of My Fathers'' บรรเลงขึ้นที่สนามสต๊าด ปิแอร์-โมรัว คืนนี้ก็คงไม่มีอกข้างซ้ายของใครอีกแล้ว ที่สั่นไหวดังเท่า คริส โคลแมน ต่อคนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกจาบจ้วงเอาไว้ว่าแทงข้างหลังเพื่อนรักตัวเอง...

 

    ภายหลังการเสียชีวีตของ แกรี่ สปีด ในปี 2011 ทางสมาคมฟุตบอลเวลส์ก็ดันเอาโคลแมนมานั่งเก้าอี้แทนท่ามกลางความเศร้าโศกของคนทั้งชาติ ขณะเดียวกันการออกสตาร์ตงานย่ำแย่แพ้ 4 เกมติดต่อกันก็ทำให้มีกระแสวิจารณ์ต่อมาว่าอาจมีนักเตะบางคนต่อต้าน ไปจนถึงดูแคลนฝีมือของอดีตปราการหลังคริสตัล พาเลซ

    ''เขาดูกล้าๆ กลัวๆ ในตอนแรก เขาเองก็คิดเหมือนกันว่ามันจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือที่มารับช่วงต่อจากสปีด ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเขามาตั้งแต่ 14 ขวบ มันเหมือนการชุบมือเปิบมั้ยต่อสิ่งที่สปีดสร้างมา'' คิต ไซม่อนส์ ซึ่งเคยรับบทผู้ช่วยออกมาเปิดเผย

    หากจากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็กว่าสี่ปี

    สภาพอิดโรยซังกะตายภายในสนามบินนิโกล่า เทลซ่า กรุงเบลเกรด ก็เปลี่ยนเป็นความสดชื่นบนความหวังที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เวลส์แพ้เซอร์เบียเละเทะ 1-6 พร้อมกับคำถาม ''หรือว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่มีวันที่ลืมตาอ้าปากได้''

    หากนั่นถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ

    ''โคลแมนเองขออยู่เงียบๆ คนเดียวตอนที่ผมกำลังไปปลอบใจเขา ผมรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็ยากเดาว่าเรื่องใด จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ปรับโฉมทีมตั้งแต่มอบปลอกแขนกัปตันให้ แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ และการปรับระบบมาเล่น 3-5-2 โดยจะเน้นการตั้งรับรอโต้เร็ว ไม่เหมือนทีมจากสปีดที่ใช้ 4-3-3 เน้นการครองบอล''

    เวลส์กำลังเตะรอบควอเตอร์ไฟนัลกับเบลเยียม ที่ลีลล์

    พวกเขาคือชาติจากเครือสหราชอาณาจักรทีมเดียวที่ฝรั่งเศส แน่นอนมันควรจะเป็นอังกฤษมากกว่าหากหมุนเข็มนาฬิกาไปตั้งกระทู้ก่อนนี้สักสองสัปดาห์

    ...''พวกเราไปด้วยความฝันว่าอาจทำได้สำเร็จ''

    บนหนอนเหล็กตู้ที่ปะปนทั้งนักเรียนนักศึกษา นักเดินทาง นักไล่ล่าความหวังก็มีสองแฟนบอลชาวไอซ์แลนด์ที่สวมเสื้อแข่งขันสีน้ำเงินอย่างภาคภูมิใจร่วมขบวนด้วย ปลายทางของเขาทั้งคู่เหมือนกับหลายๆ คน และผม 

    ''เราลงไปปารีส คาดว่าวันที่เตะกับฝรั่งเศสคงมีคนไอซ์แลนด์บินกันมาเยอะกว่ารอบผ่านมา มันอาจเป็นเกมสุดท้ายของเราในยูโรหนนี้ หรือมันอาจจะเป็นเกมประวัติศาสตร์ยิ่งกว่าวันชนะอังกฤษก็ได้''

    รอยยิ้มหวานๆ คงฉาบใบหน้าแม้สังเกตออกเลยถึงความอ่อนเพลียที่เก็บซ่อนไม่อยู่ ว่ากันว่าหลายคนต้องวุ่นวายกับการเปลี่ยนไฟลต์บิน หาโรงแรมที่พักตลอดจนถึงการโทรศัพท์ไปขอลางานเพิ่มกับขอครอบครัวว่ายังไม่กลับบ้านนะตัวเองงงง

    ''ใช่ๆ พวกเราไม่คาดมาก่อนหรอกว่าจะได้อยู่นานขนาดนี้ (หัวเราะร่า) พวกเราหลายคนต้องเปลี่ยนแผนวุ่นวายเลย โดยเฉพาะการขอภรรยาที่บ้านว่าจะยังไม่กลับจนกว่าเราจะตกรอบ!!!''

    ได้ยินได้ฟังก็มีแต่ความรู้สึกดีๆ ปะทุ

    จากชาติที่ถูกมองข้ามว่าคงร่วงแต่รอบแรก เป็นดอกไม้ริมทางทำนองนั้น ก็ยังเป็นชาติที่มีสังเวียนแข่งขันฟุตบอลใหญ่สุดความจุเพียง 15,000 คน เป็นชาติที่มีแต่ลีกสมัครเล่น (นักบอลส่วนใหญ่มีอาชีพหลักอื่น) เป็นชาติที่ช่วงอากาศอุ่นที่สุดก็พอๆ กับช่วงหนาวสุดของคนกรุงเทพฯ ประมาณ 12-15 องศาฯ

    ''เดือนธันวาคมของพวกเราบางทีมืดแทบทั้งวัน มีเห็นพระอาทิตย์แต่ละวันก็ไม่เกิน 6 ชั่วโมงหรอก'' หนึ่งในสองอธิบายให้ฟังว่าทำไมกว่าจะผ่านถึงหลักไมล์นี้ได้จึงยิ่งกว่าความมหัศจรรย์

    ด้วยจำนวนประชากรสามแสนเศษ มีผู้หญิงเกินครึ่งในนั้น มีผู้ชายอายุต่ำกว่า 18 ตกที่สี่หมื่น มีผู้ชายอายุมากกว่า 35 อีกราวแปดหมื่น ไหนจะที่ประกอบอาชีพอื่นจิปาถะ ก็ยิ่งต้องเบิกตาโตเลยว่าพวกเขามีทีมลูกหนังพัฒนารวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรกัน มันไม่ใช่ความบังเอิญแน่ แม้กระทั่ง ลาร์ส ลาเกอร์บัค โค้ชของพวกเขาชาวสวีดิชได้ประกาศเอาไว้ว่าตั้งแต่วันเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2011 ว่า ''ผมมีความรู้สึกว่าชาติชาตินี้มีอะไรพิเศษ พวกเขาต้องไปได้ไกลมากๆ''

    อย่างแรกเริ่มจากแนวทางการสร้างคน

    เคยมีผู้เล่นอังกฤษอยู่คนที่ได้ไปเล่นในลีกไอซ์แลนด์เล่าว่า ''มันแตกต่างเลยอย่างที่ไอซ์แลนด์จะเน้นระบบ มีการสอนให้เข้าใจถึงพื้นฐานและมีการปูพื้นจากรุ่นอายุต่ำกว่าสิบปีไปเลย เพื่อให้โตขึ้นไปจะได้ใช้งานได้เลย หากอยู่ในอังกฤษก็จะอีกอย่าง คือจะถูกโยนลงไปในสนามให้ไปเล่นตามอำเภอใจ แล้วก็จะมีโค้ชยืนดูด้านนอก ซึ่งบางทีโค้ชพวกนี้ก็เป็นคนแถวหมู่บ้านนี่แหละ''

    นี่ก็ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติที่วางกองหน้าสองคนในยูโรหนนี้

    อีกทีมที่ทำก็คือเวลส์...

    ตอนอายุสามสิบ โคลแมนประสบอุบัติเหตุรถชนบาดเจ็บหนักส่งผลให้ต้องแขวนสตั๊ด ตอนนั้นเขาเองก็กำลังพีกที่สุด ช่วยให้ฟูแล่มอยู่ในเส้นทางการขึ้นชั้น อย่างไรก็ตามด้วยหัวใจนักสู้เขาเองก็ไม่ได้น้อยใจโชคชะตา ตรงกันข้ามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการอาศัยตอนพักฟื้นขาหักไปร่ำเรียนวิชาโค้ช

    อีกสองปีถัดมาเท่านั้น เขาเองกลายเป็นผู้จัดการทีมอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก

    ใช่ครับ จะมังกรแดงหรือชาวแดนน้ำแข็งต่างเสมือนไม้ประดับของทัวร์นาเมนต์จากหลายสายตา ทว่าก็เหลือเชื่อว่าดอกไม้ที่ไม่มีใครอยากแยแสจะถูกใส่แจกันตั้งโชว์ในตู้ในตอนนี้

    ที่ต้องหยิกแก้มตัวเองแรงๆ อีกเรื่อง คือทั้งสองก็ไม่ได้มีลีกในประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครสนรู้หรอกว่า เดอะ นิว เซนต์ส ทีมดังสุดของเวลส์อยู่ส่วนไหน เช่นกันกับเรคยาวิก ซึ่งครองแชมป์ลีกไอซ์แลนด์ไปแล้ว 26 สมัย มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง

    ประเทศเล็กๆ...

    ไม่ว่าพวกเขาทั้งสองจะจอดเพียงรอบแปดทีมตามที่เกจิฯ คาดการณ์มั้ย หากก็ต้องขอบคุณพวกเขาจากก้นบึ้งหัวใจที่มาช่วยสร้างสีสันพร้อมอบพลังงานให้คนกำลังท้อแท้สะท้านว่ามันไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิตหรอก

    ทีมชาติเวลส์หรือทีมชาติเบลก็ตาม ภายใต้การทำทีมของโค้ชซึ่งลองหากินในอังกฤษก็คงอาจเป็นได้แค่คุมในระดับเดอะ แชมเปี้ยนชิพ

    ''พวกเราจะไปเอนจอยความฝันกัน'' อีกบางประโยคที่ผมได้ยินสองหนุ่มไอซ์แลนด์พร่ำพรรณนาระหว่างการเดินทางกลับปารีสเมื่อวันพุธ

    เกือบหกชั่วโมงที่นั่งคุดคู้ในโบกี้ที่เนืองแน่นด้วยผู้สัญจร

    ผมชอบอะไรประเภทนี้เหมือนกับที่เคยเขียนถึงบางแง่ของปรากฏการณ์ที่ชื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ ว่าคุณจะต้องเก็บมันเอาไว้นะ คุณอย่าละเลยมันเชียวนะ คุณจะต้องคว้ามาเติมใส่ตัวคล้ายรถที่ต้องการน้ำมันเพื่อขับเคลื่อนต่อไป

    ขอบคุณอีกครั้ง

    ขอบคุณจริงๆ

    ฟุตบอล...คุณคือสิ่งมหัศจรรย์

 

zoom

ไก่ป่า