จันทร์ ที่ 11 กรกฏาคม 2559 01:30 ศึกแดงเดือด...มังกรหรือปีศาจ

View Share
SHARE

 คืนที่สองของศึกยูโร 2016 รอบ 8 ทีม ถ้าเป็นมวยไทยก็ต้องจัดเป็น "รองคู่เอก" มังกรแดง ศิษย์โคลแมน เจอกับปีศาจแดง ม.วิลม็อตส์ยิม โปรโมเตอร์ตาถึง ประกบคู่สมน้ำสมเนื้อ ได้เสียกันไปข้าง

 

    เรตราคาบนเวที ใครต่อใครรองก็ปล่อยเขาไป ฟุตบอลลูกกลมๆ เอาแน่ได้ที่ไหน โครเอเชีย มาดีๆ ยังจุกเพราะเจ็ทโด้ สิงโตนึกว่าจะงาบนิ่ม ที่ไหนได้ ร้องเอ๋งกลับบ้านหางจุกตูด

    แชมป์เก่า สเปน ก็ตกรอบเรียบร้อยโรงเรียนมะกะโรนี แต่เส้นทางของอัซซูรี่ยังยาวไกล แถมมีแววจะคล้ายเมื่อสี่ปีที่แล้ว คือหนักตั้งแต่รอบแรก ใครจำได้ว่าเส้นทางคราวก่อนของอิตาลี เจอสเปน 2 นัด แถมเยอรมัน พ่วงอังกฤษ ...สี่นัดเนื้อๆไม่มีมันปน จากการลงเตะ 6 เกม 

    มาเที่ยวนี้ อิตาลี ผ่านเบลเยี่ยม หนึ่งด่านในรอบแบ่งกลุ่ม ผ่านสเปน มาแล้ว ยังเหลือเยอรมัน และอาจต่อฝรั่งเศส ถ้าดวงแข็งพอ ก็มีสิทธิ์ได้รีแมตช์กับเบลเยี่ยม ให้หายสงสัย 

    มีการตั้งข้อสังเกตว่าทีมที่เจอสายโหดขนาดนี้ รายไหนรายนั้นมักไปไม่ถึงดวงดาว เพราะแต่ละนัดต้องรีดเหงื่อ เค้นพลังงานออกมาใช้จนหมด และระยะเวลาในการพักไม่มากพอให้ฟื้นตัวในทัวร์นาเมนท์สั้นๆ แค่เดือนเดียว 

    พลังงานที่ถูกสูบออกไป ไม่ใช่แค่เรี่ยวแรง หรือกำลังขาเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพความเครียดทางจิตใจซึ่งแน่นอนว่าการเล่นเกมขึ้นป้ายบิ๊กแมตช์ ย่อมเครียดกว่าการเจอกับบางทีม 

    เพราะนี่แหละ ถึงมีข่าวว่านักเตะสเปน เหมือนจะท้อ ถอดใจ ตั้งแต่แพ้โครเอเชีย ในนัดสุดท้ายรอบแรก และต้องหล่นมาเป็นที่สองของกลุ่ม 

    แทนจะได้อยู่สายบน ซึ่งเส้นทางเบากว่า  พอมองโปรแกรมตัวเอง เจอทั้งอิตาลี และต่อไปอาจเป็น เยอรมัน, ฝรั่งเศส  ยังไม่ต้องพูดถึงนัดชิงด้วยซ้ำว่าหวยจะออกทีมไหน 

    ความฮึกเหิม คึกคัก กระตือรือร้น ของผู้เล่นสเปน ตอนยืนเข้าแถวร้องเพลงชาติ เห็นชัดเลยว่าสู้ฝั่งอิตาเลียนไม่ได้ แววตามันฟ้อง

    แต่อิตาลี เองก็เถอะ ความท้าทายสำหรับอันโตนิโอ คอนเต้ คือจะประคับประคอง "ไฟ" ที่ยังคงลุกโชนไว้อย่างไรโดยไม่ให้มอดหรือดับ

    ข้อสังเกตนี้อาจจะยากต่อการพิสูจน์ แต่ขอให้ลองสังเกตดูเถิด ส่วนหากอิตาลี ก้าวไปถึงแชมป์ได้จริง ก็กระทืบสมมุติฐานนี้ให้แบนเป็นกล้วยปิ้งได้เลย 

    มาว่าถึงเกมคืนนี้ "รองคู่เอก" ประจำรอบแปดทีมสุดท้าย 

    มองเผินๆ ชื่อชั้นนักเตะ ผลงาน อันดับโลก และสไตล์การเล่น แน่นอนกว่าเบลเยี่ยม ดูดีกว่าเกือบทุกมิติ 

    แต่เอาเข้าจริง พอนักเตะ 22 คนอยู่ในสนาม ปัจจัยที่จะมีผลต่อการแพ้ชนะ แทบไม่เกี่ยวอะไรกับที่ว่ามานี้เลย 

    มันกลายเป็นเรื่องของกลยุทธ์ แท็คติก การแก้เกม ฟอร์มในวันนั้นของผู้เล่น และความผิดพลาดที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนเกม

    ตรงนี้ต้องไปวัดกันหน้างาน ระหว่างลูกทีมของคริส โคลแมน กับขุนพลของมาร์ค วิลม็อตส์ ใครจะเค้นฟอร์มออกมาได้ดีกว่า

    ถ้ามองในส่วนผลงานทัวร์นาเมนท์นี้ เรียกได้ว่าสูสี เบลเยี่ยม ชนะ 3 แพ้ 1 ยิงได้ 8 เสีย 2 ลูก และนับตั้งแต่เปิดแพ้อิตาลี 0-2 ธีโบต์ กูร์กตัวส์ ก็คลีนชี้ตตลอดทั้งสามนัด 

    แต่เวลส์ ที่กำลังเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เรี่ยวแรงยังไหว ก็ชนะ 3 แพ้ 1 เท่ากัน ยิงได้ 7 เสีย 3 สถิติเป็นรองเล็กๆ ไม่ได้ฉีกขาดวิ่น

    สไตล์ของคู่นี้ มีดีไปคนละอย่าง เบลเยี่ยม เป็นบอลคอนโทรล คุณภาพนักเตะทั้ง 10-11 คนในสนามไล่เลี่ยกัน แต่จังหวะโต้กลับก็ไม่เป็นสองรองใคร อย่าเผลอมาเด็ดขาด 

    ส่วนเวลส์ ชัดเจน มั่นคง แน่วแน่ ในเกมรับแล้วสวน ฝีเท้าอย่างแกเร็ธ เบล, แอรอน แรมซี่ย์ หรือ โจ อัลเลน อาจสู้กับทีมอื่นๆ ได้ แต่หลายคนก็แค่ระดับเดอะ แชมเปี้ยนชิพ 

    ด้วยการยอมรับข้อบกพร่องตัวเอง นักเตะเวลส์ ถึงเต็มใจจะชดเชยสิ่งที่ขาด ด้วยการเติมบางอย่างซึ่งทีมอื่นอาจมีไม่เท่า

    สปิริต ความเต็มที่ ทุ่มเท และทีมเวิร์ก นักเตะทุกคนในสนามพร้อมจะวิ่งเข้าหาบอล ไล่สกัด  ตัดเกม ทำลายจังหวะคู่แข่ง พูดง่ายๆ ว่ามังกรแดงกลายป็นทีมที่แพ้ยาก 

    แม้แต่เกมแพ้อังกฤษ 1-2 ในรอบแบ่งกลุ่ม ก็ต้องถือว่าเวลส์ โชคร้ายที่เสียประตูในช่วงทดบาดเจ็บ แบบไม่มีสิทธิ์ให้แก้ตัว 

    สปิริต ความเป็นหนึ่งเดียวของทัพนักเตะเวลส์ ยังเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าพวกเขาแทบไม่มีการก่นด่า ตำหนิ หรือแสดงอาการหัวเสีย ไม่พอใจใส่กันเวลาใครสักคนผิดพลาด 

    กุนซืออย่างคริส โคลแมน ไม่ได้เป็นยอดฝีมือ เคยโดนไล่ออกแม้กระทั่งที่ฟูแล่ม และโคเวนทรี แต่เขาทำให้เวลส์ กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับอังกฤษ ที่มีนักเตะ 11 คนฝีเท้าเหนือกว่า กลับไม่ได้เป็นทีมที่ดีกว่าแต่อย่างใด 

    กับเบลเยี่ยมก็เช่นกัน แม้เวลานี้ บรรยากาศในแคมป์ที่เคยอึมครึมในช่วงต้นทัวร์นาเมนท์หลังจากเปิดหัวแพ้อิตาลี แบบคนละคลาส 0-2 ค่อยดูสดใส มีรอยยิ้มแลกกันระหว่างโค้ชกับนักเตะ 

    แต่นักสังเกตการณ์ยังบอกให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะความสัมพันธ์ของมาร์ค วิลม็อตส์ กับนักเตะ ไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่รอการกดปุ่มให้ทำงาน     

    ถึงขั้นเปรียบกับกุนซือชะตาขาดของอังกฤษ อย่างรอย ฮ็อดจ์สัน ว่าถ้าเบลเยี่ยม จอดป้ายแบบศพไม่สวยเมื่อไหร่ อนาคตของวิลม็อตส์ คงไม่แคล้วเดินตามรอยปู่ 

    กระแสยี้ ไม่เอากุนซือคนนี้ เคยดังมาตั้งแต่ฟุตบอลโลกสองปีก่อน แต่ก็เหมือนกับฮ็อดจ์สัน ที่สมาคมฟุตบอลเบลเยี่ยม ยังให้โอกาส และวิลม็อตส์ ตอบแทนด้วยการพาเบลเยี่ยม ผงาดเป็นทีมอันดับหนึ่งของโลกอยู่หลายอึดใจ 

    แม้แต่ก่อนเข้าสู่ยูโร 2016 พวกเขามาในฐานะเบอร์สองรองแค่อาร์เจนตินา 

    สปิริตภายในทีมเบลเยี่ยม ถูกทดสอบเมื่อออกสตาร์ตด้วยความพ่ายแพ้ ท่ามกลางข่าวว่านักเตะบางคนในทีมมีปฏิกิริยาไม่พอใจ 

    ตั้่งแต่ข่าวว่าธีโบต์ กูร์ตัวส์ ออกมาวิพากวิจารณ์ รัดยา เนียงโกลัน ทำมือทำไม้หลังถูกเปลี่ยนตัวออก และวิลม็อตส์ มีปากเสียงกับลูกทีมในการซ้อมวันต่อมา

    เดลี่ เมล ขุดคุ้ยว่าสองวันก่อนลงเตะนัดที่สองกับไอร์แลนด์  วิลม็อตส์ เล่นเกมวัดใจกับนักเตะ โดยการดร็อปเควิน เดอ บรอยน์ กับโรเมลู ลูกากู ที่ฟอร์มแย่นัดแพ้อิตาลี หลุดจากทีม 11 คนแรกในการฝึกซ้อม

    ทั้งสองคนกลายเป็นคีย์แมน พาทีมไล่อัดยักษ์เขียว 3-0 เดอ บรอยน์ ได้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ส่วนลูกากู เหมาสองประตู 

    ปฏิกิริยาตอบสนองจากทั้่งคู่ ถือเป็นชัยชนะของเบลเยี่ยม ไม่ใช่ของโค้ช หรือความสะใจของใคร

    ถ้าเปรียบกับเวลส์ ที่สปิริตถูกหล่อหลอมขึ้่นเพื่อคำว่า "ศักดิ์ศรี" ของประเทศชาติ 

    สปิริตของเบลเยี่ยม ในเวลานี้ อาจมีเดิมพันด้วยคำว่า "ความสำเร็จ" 

    จะอย่างไรแล้วแต่ครับ เกมคืนนี้สู้กันได้เสีย และได้เสียวแน่นอน บางคู่อาจต้องเต้นดูเชิง เข้าอินโทร เพราะไม่เคยเจอกันมานาน แต่สำหรับคู่นี้ไม่ต้อง ระฆังดังเก๊งยกสามได้เลย

    เจอกันมาแล้วหยกๆ ในรอบคัดเลือก โทษฐานอยู่กลุ่มเดียวกัน เบลเยี่ยม อาจเข้ารอบในฐานะแชมป์ และเวลส์ ตามเป็นที่สอง แต่เฮด-ทู-เฮด สองยก มังกรแดงชูคอ บุกเสมอ 0-0 ก่อนมาชนะในบ้าน 1-0 โดยแกเร็ธ เบล ทำประตูชัย 

    เบลเยี่ยม เจอบอลสไตล์กอดรัดฟัดเหวี่ยงเหมือนงูเหลือม ก็ดิ้นไม่หลุด สลัดไม่พ้น สถิติรวมจากสองนัดที่เจอกัน เบลเยี่ยม ผ่านบอลมากกว่าเกือบเท่าตัว 1,113 ครั้ง ต่อ 679 ครั้่ง และยิงรวม 21 หน ส่วนเวลส์ 12 ครั้ง

    แต่ประสิทธิภาพ คือทั้่งคู่ยิงเข้ากรอบเท่ากัน 6 หน  เบลเยี่ยมไม่มีประตูจากโอกาสเหล่านั้นเลย  แต่เวลส์ได้มาหนึ่ง

    ทิศทางของเกมคืนนี้ก็คงไม่แตกต่าง บอลอยู่กับเบลเยี่ยม แต่อย่างที่โชเซ่ มูรินโญ่ เคยพูดไว้ครั้งหนึ่งว่า "ทีมที่ได้บอล จะรู้สึกกดดันกว่า เพราะพลาดไม่ได้ เสียบอลไม่ได้" 

    นัดนี้วัดกันว่าบอลคอนโทรล หรือรอโต้กลับ ใครจะถูกชูมือ...

...มาริโน่...