จันทร์ ที่ 11 กรกฏาคม 2559 01:30 สิ้นสุด ''ยุคทอง''?

View Share
SHARE

ทีมชาติเบลเยียมพบความผิดหวังในรอบก่อนรองชนะเลิศเป็นรายการที่ 2 ติดต่อกันหลังโดนเวลส์รัวแซงดับฝันสู่แชมป์ยุโรปบนแผ่นดินน้ำหอมเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

    อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายถึงสัญญาณสิ้นสุดยุคทองผ่องอำไพแต่อย่างใด

    เมื่อมีทั้ง 2 ตัวรุกพรสวรรค์อย่าง เอแด็น อาซาร์ และ เควิน เดอ บรอยน์ ไหนจะองค์ประกอบเอื้ออำนวยในทุกๆ ตำแหน่ง ทำให้ใครต่อใครพากันยกให้ขุมกำลังชุดนี้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเบลเจี้ยนเลยทีเดียว!

    พร้อมนิมิตหมายดีงามมีสิทธิ์ไปได้ไกลเกินกว่ารองแชมป์ยูโร 1980 และอันดับ 4 ฟุตบอลโลก 1986

    ความคาดหวังสูงขึ้นตามมาจากฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล อันเป็นทัวร์นาเมนต์เมเจอร์แรกในรอบ 12 ปี

    ทัพปีศาจแดงยุโรปเคยบินสูงขึ้นแท่นอันดับ 1 แรงกิ้งฟีฟ่า ขณะที่นักเตะแทบทั้งทีมต่างทำมาหากินในสโมสรชั้นนำ

    หลังสั่งสมประสบการณ์ความผิดหวังในแผ่นดินแซมบ้า ยูโร 2016 น่าจะเป็นเวทีปล่อยของสำหรับ วิลม็อตส์ แอนด์โค

    ที่ไหนได้! เบลเยียมเปิดฉากแบบผิดความคาดหมายพลาดท่าพ่ายอิตาลี 0-2 ในแมตช์ประเดิมกลุ่ม อี...อะไรๆ ชักไม่แน่นอนซะแล้ว!

    กระนั้นเพชรย่อมเป็นเพชรอยู่วันยังค่ำ ขุนพลเร้ด เดวิลส์ ดีดตัวทันควันกวาดชัยชนะ 3 นัดรวดเหนือไอร์แลนด์ 3-0 และสวีเดน 1-0 เข้าป้ายรองแชมป์กลุ่มไปสอนบอลฮังการีอีก 4-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

    แต่แล้วเบลเยียมต้องถูกดับฝันอีกครั้งด้วยน้ำมือเวลส์ คู่แข่งที่เคยทำแสบบุกเสมอก่อนเปิดรังเชือดในเส้นทางรอบคัดเลือก

    ทั้งๆ ที่รูปการณ์ดูเข้าทาง ออกนำแต่หัววันจาก รัดย่า นาอิงโกลัน ยิงไกลเต็มข้อสุดสวย ก่อนมาโดน แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ โขกตีเสมอ

    นับจากนั้นโมเมนตัมก็เอนเอียงไปยังฝั่งเด็กๆ ของ คริส โคลแมน จนจบเกม 90 นาที ที่สต๊าดปิแอร์-โมรัว

    สร้างความผิดหวังแก่วิลม็อตส์อย่างไม่ต้องสืบ ''เราอยู่ในลิสต์กลุ่มเต็งแชมป์ เมื่อถึงคราวลงสนาม เราย่อมอยากจะไปให้ไกลที่สุด แต่เราก่อความผิดพลาดมากเกินกว่าจะเอาชนะทีมชาติเวลส์ที่เล่นได้ดีมากๆ''

    ''ก่อนหน้านี้เราอุตส่าห์ไม่เสียประตูเลยใน 3 เกมล่าสุด เราก่อความผิดพลาดแบบไม่สมควรเอาซะเลย บางทีมันคงจะเป็นอารมณ์ตื่นกลัว เพราะนักเตะเราต่างยังอายุน้อย ทว่าผมเองต้องเป็นคนรับผิดชอบในเรื่องนั้นด้วย''

    ''อย่างไรก็ตาม ผมคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ อย่าลืมว่าเราไม่มีทางหาตัวตายตัวแทนนักเตะประสบการณ์ได้โดยทันควัน'' 

    ''เราโชคร้ายที่ต้องขาด 2 ผู้เล่นสำคัญไปก่อนแล้ว (แว็งซ็องต์ ก็องปานี และ นิโกลัส ลอมบาร์ทส์) มิหนำซ้ำยังต้องสูญเสียสมาชิกชั้นเลิศไปอีกคน (แยน แฟร์ต็องเก้น)''

    มีรายงานบทวิเคราะห์จากสื่อหลายเจ้าโจมตีเรื่องความอ่อนด้อยประสบการณ์ โดยเฉพาะแง่แท็กติกของวิลม็อตส์ ผู้พลาดท่าให้ทั้ง 2 ทีมคู่แข่งที่รื้อระบบโบราณ 3-5-2 เน้นโต้กลับเฉียบขาด

    คำว่า ''ประสบการณ์'' ที่ว่านั้นยังหมายถึงคุณภาพขุมกำลังเชิงลึกหลังจากต้องไร้เงา ก็องปานี และ ลอมบาร์ทส์ ที่บาดเจ็บก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ ทั้งยังสูญเสียแฟร์ต็องเก้นเจ็บระหว่างซ้อม และ โธมัส แฟร์มาเล่น ดันมาสะสมใบเหลืองครบโควตาติดโทษแบนอีก

    ผลพวงจากสถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับวิลม็อตส์ต้องใช้งานไอ้แอ้ดอย่าง เจสัน เดนาเยอร์ และ จอร์แดน ลูกากู ออกสตาร์ตตัวจริง จนทำให้ทีม 11 คนแรกชุดนี้มีอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดนับตั้งแต่ยูโกสลาเวียทำเอาไว้เมื่อปี 1968 เลยทีเดียว

    กระนั้นจุดจบครั้งนี้ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นฝันสลาย อย่างที่ โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานแข้งเทวดาผู้ล่วงลับเคยกล่าวเป็นภาษาดัตช์ไว้ว่า ''Ieder nadeel heb zijn voordeel.'' แปลเป็นไทยประมาณว่ามีประโยชน์ให้เห็นเสมอในทุกๆ ปัญหา

    ตีความให้เข้าใจง่ายๆ ก็ทำนองมีแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์นั่นแล

    การมีทีมที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งเท่ากับว่ายังเหลืออนาคตอีกยาวไกล แถมยังเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มอีกทัวร์นาเมนต์ และเติบโตขึ้นอีก 2 ปี พร้อมเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ในขณะเดียวกัน ขวบปีที่ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งทำให้แข้งเบลเยียมตระหนักกับโอกาสที่หลุดลอยไปในการประสบความสำเร็จร่วมกับทีมชาติ

    จะยืนหยัดสู้ต่อหรือท้อถอยเพียงเท่านี้ มีคำตอบที่พอมองเห็นผ่านคำพูดของอาซาร์ กัปตันชุดยูโรที่ตั้งเป้าหมายไปยังฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกไว้แล้ว

    ''ณ จุดนี้พวกเราทุกคนล้วนผิดหวัง แต่ชีวิตไม่ได้สิ้นสุดลงแค่ตรงนี้ เราต้องเดินหน้ากันต่อไปกับขุมกำลังเจเนอเรชั่นนี้ มีฟุตบอลโลกอีกรายการรออยู่ใน 2 ปีข้างหน้า นั่นคือเป้าหมายต่อไปของเรา''

    เบลเยียมจะประเดิมเส้นทางสู่เวิลด์ คัพ ฉบับหมีขาว ที่รังไซปรัส ในวันอังคารที่ 6 กันยายน หรืออีกเพียงแค่ 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้นเอง

    เมื่อนั้นเราจะได้เห็นกันว่ายุคทองของเบลเยียมยังเยี่ยมยอดอยู่หรือไม่?

"มอนตี้"