เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 ก็แค่ ไอซ์แลนด์

View Share
SHARE

ดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ และลูกทีม ฝรั่งเศส ทำให้ รอย ฮ็อดจ์สัน ดูว่าการเอาชนะ ไอซ์แลนด์  มันทำไมง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ...

 

    ความพ่ายแพ้ของ อังกฤษ ที่มีต่อ ไอซ์แลนด์ ต้องบอกว่าขายขี้หน้าอย่างแรงถึงขั้นอัปยศก็ไม่เกินเลยไปนักและนี่คือบทเรียนที่ เดส์ช็องส์ กำชับลูกทีมอย่างหนักว่าเหตุการณ์ "เสียค่าโง่" แบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้น

    เดเด้ จัดทีมลงไปเน้นเกมรุกเต็มตัวเพราะรู้ดีว่าทีม มนุษย์น้ำแข็ง จะถอยมาตั้งรับเต็มพรืดไปหมดแน่นอน สามแนวรุกเป็น ดิมิทรี ปาเย็ต, อองตวน กรีซมัน และ มุสซ่า ซิสโซโก้ ส่วน โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ยังรับบทหัวหอก

    มิดฟิลด์คู่กลาง แบรสต์ มาตุยดี้ เข้าคู่กับ ปอล ป็อกบา ทีมที่จัดลงมาในระบบ 4-2-3-1 ถือว่าลงตัวมากทีเดียวเกมรุกหลากหลายมีทั้งเร็ว-แรง-สั้น-ยาวค่อนข้างครบเครื่อง

    ประตูแรกคือจุดเปลี่ยนของเกมอย่างแท้จริงมาเร็วมากเพียงแค่ 12 นาทีเท่านั้นแนวรับ ไอซ์แลนด์ เสียสมาธิปล่อยให้ ชิรูด์ หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงง่ายๆซึ่งลูกลักษณะนี้เราไม่ค่อยได้เห็น ชิรูด์ โชว์สปีดเท่าไหร่

    ก่อนทัวร์นาเม้นท์จะเริ่มขึ้นหัวหอก อาร์เซน่อล ยังโดนแฟน เลส์ เบลอส์ ส่งเสียงโห่ร้องยี้อยู่เลยในเกมอุ่นเครื่องกับ แคเมอรูน แต่ตอนนี้ ชิรูด์ กลายเป็นพระเอกของทีมไปแล้วเปลี่ยนเสียงด่ากลายเป็นเสียงเชียร์ไป

    นอกจาก 3 ประตูในรายการนี้ ชิรูด์ ยังทำ 2 แอสซิสต์ ซึ่งทั้งสองลุกเป็นการใส่พานให้ กรีซมัน คู่ขาแดนหน้าทำประตูนั่นหมายความว่าสไตล์การเล่นและความเข้าใจมันมาพร้อมกันรวมมทั้งมีส่วนร่วมในเกมรุกของ ฝรั่งเศสในแต่ละเกมด้วย

    ย้อนหลังกลับไปเดือน พ.ย.ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ชิรูด์ ยิง 10 ประตูจากการลงสนามเป็นตัวจริงให้ ฝรั่งเศส 9 นัดหลังสุดโดยเฉพาะใน ยูโร 2016 เขาทำผลงานได้ดีมาก...

    พอได้ประตูนำเร็ว ฝรั่งเศส เล่นบอลกันสนุกสนามเป็นธรรมชาติออกบอลกันแน่นปึ้งปั้ง ไอซ์แลนด์ จำเป็นต้องเดินหน้าทำให้กลายเป็นงานง่ายของ "เจ้าภาพ" มากกว่าเดิมเพราะทีต่อทียังไง ฝรั่งเศส ก็คมกว่า

    ไอซ์แลนด์ ชุดนี้สร้างประวัติศาสตร์เข้ามาเล่นรอบสุดท้ายครั้งแรกแถมทะลุเข้าถึงรอบ 8 ทีมและมิหนำซ้ำ 5 นัดตั้งแต่รอบแรกเป็นต้นมายิงได้ถึง 8 ประตูไม่ใช่ว่าจะเล่นอุดประตูอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม ลาร์ส ลาเกอร์บัค ยึดผู้เล่น 11 ตัวแรกมาตลอด 5 นัดเป็นทีมเดียวที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนและมีถึง 7 คนที่เล่นครบ 90 นาทีทุกนัดย่อมส่งผลกระทบแน่กับบอลทัวร์นาเม้นท์เตะถี่แบบนี้

    ฟุตบอลที่เป็นรองอย่าง ไอซ์แลนด์ ยิ่งต้องใช้พละกำลังมากขึ้นกว่าเดิมในการไล่ล่าลูกบอลดังนั้นจังหวะที่เคยเร่งเคยวิ่งเข้าใส่มันไม่ดุดันเหมือนนัดแรกๆแน่นอนเพราะแข้งขามันเริ่มอ่อนล้าการสอดประสานวินัยในเกมรับมันขาดความแน่นอนไป

    ในเกมฟุตบอลใครก็รู้ว่าถ้ามี "แรง" จะทำอะไรมันไหลลื่นไปหมดแต่เมื่อไหร่ที่ "หมดแรง" แข้งขามันจะขยับไม่ออกใจพร้อมที่จะลุยแต่สังขารมันไม่ไหวเมื่อบวกกับชั้นบอลที่เป็นรองอยู่แล้วผลก็เป็นอย่างที่เห็น

    ฝรั่งเศส ชุดนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นตั้งแต่นัดแรกแม้ว่าคู่ต่อสู้ทั้ง 5 ทีมจะยังไม่ใช่ เกรด เอ ก็ตามไม่ว่าจะเป็น โรมาเนีย, อาร์เมเนีย, สวิตเซอร์แลนด์, ไอร์แลนด์ และ ไอซ์แลนด์ แต่มันเหมือน เดเด้ มีโอกาสได้ "ลองของ" 

    ฟุตบอลทัวร์นาเม้นท์ทีมที่จะประสบความสำเร็จมันต้องมีทั้งแท็กติกและนักเตะท็อปฟอร์มพร้อมกันซึ่ง ฝรั่งเศส เท่าที่เห็นก็มี ปาเย็ต ที่ดีตั้งแต่แรกไล่มาก็เป็น กรีซมัน, ชิรูด์ จนมาถึง ป็อกบา ที่เริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น

    ด่านต่อไป ฝรั่งเศส จะเจอกับ "ของจริง" ครั้งแรกนั่นก็คือ "แชมป์โลก" เยอรมัน ทีมที่ว่ากันว่าครบเครื่องมากที่สุดในโลกเวลานี้...

    เยอรมัน ชุดนี้อาจจะไม่แข็งแกร่งจัดจ้านเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนที่ บราซิล แต่ยังคงความ"เขี้ยว" ตามแบบฉบับ เมด อิน เยอรมัน ขนานแท้ที่ไม่เคยหวั่นไหวหรือตื่นตระหนกยังหนักแน่นเหมือนเดิม

    ข่าวร้ายของ โยอัคคิม เลิฟ ก็คืออาการบาดเจ็บของ เซมี่ เคดิร่า กับ มาริโอ โกเมซ ที่หมดสิทธิ์ลงสนามรอบตัดเชือกแน่นอนแล้วตรงนี้จะส่งผลกระทบอยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น

    ตลอด 5 นัดที่ผ่านมา เลิฟ ใช้คู่มิดฟิลด์ เคดิร่า กับ โทนี่ โครส มาโดยตลอดจนกระทั่งนัดล่าสุดที่ชนะจุดโทษ อิตาลี ต้องมาเสีย เคดิร่า ไปตั้งแต่นาทีที่ 16 ของเกมส่ง บาสเตียน ชไวสไตเกอร์ กัปตันทีมลงมาแทนแต่ล่าสุดสภาพจะฟิตร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่ายังไม่แน่

    ถ้าดูกันตามตำแหน่งแล้วในทีม อินทรีเหล็ก มีมิดฟิลด์ตัวกลางอาชีพเหลือแค่คนเดียวก็คือ ยูเลี่ยน ไวเกิ้ล นอกนั้นเป็นปีกหรือไม่ก็กองหน้ากันหมด อังเดร เชอร์เล่, ลูคัส โพดอลสกี้, ยูเลี่ยน แดร็กซ์เลอร์ หรือ ลีรอย ซาเน่ ซึ่งน่าสนใจว่า เลิฟ จะทำยังไง...

    ในตำแหน่งกองหน้าเมื่อไม่มี โกเมซ อาจจะต้องกลับมาใช้บริการของ มาริโอ เกิร์ทเซ่ อีกหนก็เป็นได้ถ้ามองเรื่องสภาพทีม ฝรั่งเศสดูจะมีความพร้อมมากว่าโดยจะได้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ พ้นแบนกลับมาช่วยทีมได้

    ซิสโซโก้ ได้โอกาสลงตัวจริง ในเกมกับ ไอซ์แลนด์ ในตำแหน่งริมเส้นซึ่งก็มาจากแท็กติกของ เดส์็องส์ ที่ต้องเน้นรุกและดาวเตะ นิวคาสเซิ่ล ทำผลงานได้ดีด้วยประสานงานกับ ชิรูด์ และ กรีซมัน ได้เป็นอย่างดี

    ถ้ามองในเรื่องของความรัดกุม เดเด้ อาจจะกลับมาเล่น 4-3-3 อีกครั้งเพราะคู่ต่อสู้คือ เยอรมัน ดังนั้น ก็องเต้ อาจจะเป็นหลักขนาบข้างด้วย มาตุยดี้ กับ ป็อกบา ถอด ซิสโซโก้ ออกไปแล้วขยับ กรีซมัน ไปริมเส้น

    คู่นี้เจอกันในรายการเมเจอร์เพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น ฝรั่งเศส เอาชนะได้แค่ครั้งเดียวซึ่งเกิดขึ้นในการเจอกันหนแรกฟุตบอลโลก 1958 ที่ สวีเดน โน่นเอาชนะไป 6-3 ...

    ครั้งต่อมาปะทะกันในรอบตัดเชือก ฟุตบอลโลก 1982 ที่ สเปน ปรากฏว่า ฝรั่งเศส ซึ่งนำ 3-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษมาโดนทีเด็ด เยอรมัน ตามตีเสมอและดวลจุดโทษ อินทรีเหล็ก เอาชนะไปได้แต่เข้าไปชิงแพ้ อิตาลี 1-3 

    4 ปีต่อมาก็มาจ๊ะเอ๋กันอีกในรอบรองชนะเลิศเหมือนเดิม เยอรมัน ยังคงแข็งแกร่งคราวนี้ชนะสบาย 2-0 เข้าไปชิงชนะเลิศแพ้ อาร์เจนติน่า ของ "ไอ้เตี้ย" ดีเอโก้ มาราโดน่า 1-3 

    หนล่าสุดที่ บราซิล สองปีที่แล้วนี่เอง เยอรมัน เชือดไป 1-0 แม็ทท์ ฮุมเมิ่ลส์ ยิงประตูโทนซึ่งผู้เล่นทั้งสองทีมส่วนใหญ่ยังอยู่กับทีมและนี่เป็นการเจอกันใน ยูโร รอบสุดท้าย ครั้งแรก...     

ซัมเมอร์ฮิลล์