จันทร์ ที่ 11 กรกฏาคม 2559 01:30 แค่นี้ก็ที่สุดแล้ว

View Share
SHARE

ในที่สุด ไอซ์แลนด์ ก็ไปได้ไกลที่สุดในศึก ยูโร 2016 แค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย เท่านั้น แต่แค่นี้มันก็ไกลเกินกว่าที่พวกเขาคิดกันแล้ว กับการได้เข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทุกเกมก็เหมือนฝันทั้งนั้นแหละครับ

 

    เราได้เห็นทั้งนักเตะและแฟนบอลน้ำตาซึมเมื่อผลการแข่งขันไม่เป็นอย่างที่ฝัน แม้จะทำใจไว้ก่อนหน้านี้ทุกๆ เกมแล้วว่าอาจจะต้องแพ้ แต่เมื่อแต่ละก้าวย่างของทัพไวกิ้งที่เริ่มต้นด้วยการเสมอกับทีมชาติโรนัลโด้ เอ๊ย! ทีมโปรตุเกส ความมั่นใจมันก็มากขึ้น

    ทีมที่มาแบบไม่คาดหวัง ไร้ความกดดัน เล่นเอามัน เกมมันก็ออกมามัน ไม่เคยมีเกมไหนที่ ไอซ์แลนด์ เล่นแล้วจะไม่มัน เกมที่สองพวกเขาก็เสมอกับฮังการีอีก 2 เกมที่ไม่แพ้ทำให้ความมันเริ่มเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่น 

    เอาซิวะ! ทีแรกคิดว่าถ้าจะตกรอบแรกแบบไม่บอบช้ำมากก็พอใจแล้ว นี่ผ่านมา 2 เกมก็ยังไม่แพ้ใคร แถมยังเล่นดีได้ใจ ลุ้นกันอีกเกมให้เสมอก็มีลุ้นเข้ารอบในฐานะอันดับ 3 ที่ดีที่สุด ที่ไหนได้ ชนะทีมแกร่งอย่าง ออสเตรีย มันเสียเลย มี 5 คะแนนเท่าฮังการี แล้วเขี่ยโปรตุเกสให้ลงไปเป็นอันดับ 3 ของกลุ่มเฉยเลย

    จากเล่นเอามัน เปลี่ยนเป็นมั่นใจ แล้วก็กลายเป็นความห้าว ไอซ์แลนด์ถึงจุดพีกสุดๆ ในเกมที่พบกับอังกฤษในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และกลายเป็นเกมแจ้งตายของนักเตะเมืองผู้ดีที่ย่ามใจว่าด้วยศักดิ์ศรีที่เหนือกว่า พวกเขาจะดับซ่าไอซ์แลนด์ได้ไม่ยาก ไม่อยากจะซ้ำเติมครับ ผลออกมาอย่างที่เราได้ทราบกัน สิงโตคำรามเป็นเสียงคราง แผลเหวอะหวะทั่วร่าง แล้วรีบๆ แยกย้ายกันกลับบ้านอย่างสงบเสงี่ยม

    เราได้ข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าฟุตบอลไม่ใช่เกมที่ชี้ชัดไปได้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ การวิพากษ์วิจารณ์ก่อนเกมเป็นสีสันอย่างหนึ่งของการเสนอข่าว บอกให้เราได้รับรู้ถึงความน่าจะเป็น ทั้งยังเป็นการให้ความรู้ในเชิงวิชาการถึงเรื่องระบบการเล่น และวิธีการที่จะเอาชนะคู่แข่ง ทว่าในทางตรงกันข้าม ฟุตบอลก็มีอะไรมากกว่าสิ่งที่วิเคราะห์กันไป นั่นคือเรื่องของใจ 

    ไอซ์แลนด์ไม่ได้มีอะไรมากมาย ฝีเท้าเป็นรองคู่แข่งทุกทีม จุดนี้เองที่ทำให้พวกเขาเล่นได้อย่างสบายใจ แค่เล่นให้เต็มที่ก็ได้ใจคนดูทั้งโลกแล้ว พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าขอแค่เต็มที่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร เสียงวิจารณ์ต่อพวกเขาจะมีแต่ทางบวกเท่านั้น

    น่าเสียดายที่เกมกับฝรั่งเศสไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เจ้าภาพดีเกินกว่าที่ไอซ์แลนด์จะต้านอยู่ เมื่อไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ทีมตราไก่ทำอะไรก็ถูกไปหมด โยนก็เข้าเป้า ชาร์จก็เข้าประตู แม้ไอซ์แลนด์จะสู้เต็มที่ก็ยังไล่ไม่ทัน ด้วยสกอร์ที่ห่างเกินไปทำให้นี่กลายเป็นผลการแข่งขันที่ห่างที่สุดของทัวร์นาเมนต์ แต่อยากจะบอกว่ามันก็ยังเป็นเกมที่สนุกกว่าการชนกันของทีมใหญ่ๆ อีกหลายเกมนะครับ

    แม้ว่าเส้นทางของไอซ์แลนด์จะจบลงแค่รอบก่อนรองชนะเลิศ เราก็ต้องยอมรับแหละครับว่า ไอซ์แลนด์เป็นทีมที่สร้างความประหลาดใจให้กับใครๆ ได้มากที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้แล้ว

    คนส่วนใหญ่จะมองกันอย่างนี้ครับ เรียกว่าไม่ยอมให้เครดิตกันว่างั้นเถอะ ทั้งที่การเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขาก็ไม่ได้จับสลากมานะจ๊ะ ไอซ์แลนด์ผ่านรอบคัดเลือกมาอย่างยิ่งใหญ่ด้วยชัยชนะเหนือฮอลแลนด์ทั้งไปและกลับ จนถึงตอนนี้อัศวินสีส้มก็ยังหลับไม่ตื่นกว่าจะฟื้นก็คงอีกนาน

    พวกเขาผ่านรอบแรกมาได้ในฐานะทีมอันดับสองของกลุ่ม โดยมี 5 คะแนน เท่ากับฮังการี ต่างกันที่ประตูได้เสียเท่านั้น ทั้งที่ถูกหมายหัวไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าในรอบสุดท้ายนี้ไม่มีฟลุก ถ้าไม่อยากจุกก็ให้กลับไปขลุกอยู่ที่บ้าน จะได้ไม่รำคาญพวกผู้ใหญ่เขา

    โดนสบประมาทกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มแบบนี้มันก็ต้องไฟต์กันหน่อย แต่ว่าคู่ต่อสู้รายแรกของพวกเขานี่ซิครับ โปรตุเกสเลยนะเฟ้ย แล้วมันจะเอาตัวรอดได้ยังไง ผลการแข่งขันกลับออกมาไม่น่าเชื่อ ไอซ์แลนด์ยันเสมอไว้ได้จนโดน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ออกมาเหน็บว่า ดีแต่อุด อิโด่เอ๊ย! แต่ไอซ์แลนด์แคร์ซะที่ไหน ในเมื่อศักยภาพมีแค่นี้ก็ต้องเล่นไปตามนั้น

    ที่น่าแปลกใจ หรือจะบอกว่าตลกก็ได้ครับ คือนักเตะไอซ์แลนด์ ชุดที่เสมอกับโปรตุเกสนั้นทั้ง 11 คน นามสกุลลงท้ายว่า สัน ทั้งนั้น แถมตัวสำรอง 2 คนที่ลงไปก็ยัง สัน อีกต่างหาก จะบังเอิญหรือเปล่าก็ไม่รู้แหละ แม้แต่กุนซือร่วมของพวกเขาก็ยังลงท้ายเหมือนกัน นั่นคือ ไฮเมียร์ ฮัลกริมส์สัน ส่วนกุนซือใหญ่ที่ชื่อ ลาร์ส ลาเกอร์บัค รายนั้นไม่นับครับ เพราะเป็นคนสวีเดน

    ทั้ง 11 คนของไอซ์แลนด์ในเกมนั้นมี ฮันเนส ฮัลเดอร์สสัน, เบียร์เคียร์ แซวาร์สสัน, รักนาร์ ซิกูร์ดส์สัน, คารี่ อาร์นาสัน, อารี่ สคูลาสัน, โยฮันน์ กุ๊ดมุนด์สสัน, แอรรอน กุนนาร์สสัน, กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน, เบียร์เคียร์ บียาร์นาสัน, ยอน บอดวาร์สสัน, โคลเบนส์ ซิกธอร์สสัน ส่วนสำรองมี อัลเฟร็ด ฟินน์โบกาสัน และ เอลมาร์ บียาร์นาสัน

    เอางี้ดีกว่าครับ ทั้ง 23 คนที่ติดทีมไปเตะที่ฝรั่งเศสนี้มีแค่ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เข้าพวก เพราะเป็นเพียงคนเดียวในทีมที่ยาว เอ๊ย! ไม่สั้น นอกนั้นสั้นหมด แบบนี้มันน่าจะไล่ไปเล่นให้ทีมชาติเดนมาร์กเสียจริงๆ เพราะถ้า ไอซ์แลนด์ นามสกุล สั้น เดนมาร์ก ก็นามสกุลว่า เซ่น ครับ

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 1964 เรื่องทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นเมื่อเดนมาร์กลงสนามพบกับสหภาพโซเวียต โดยมีเด็ก เซ่น อยู่ในสนามถึง 10 คน นี่ถ้ากุ๊ดยอห์นเซ่นของไอซ์แลนด์เกิดเร็วกว่านี้ซัก 50 ปี ก็น่าจะไล่ให้ไปเล่นทีมชาติเดนมาร์กจะได้เป็นเด็กเซ่นกันทั้งทีม

    ทีนี้ย้อนกลับมาดูผู้เล่น สัน ของไอซ์แลนด์ชุดนี้อีกที ถ้าการเสมอกับโปรตุเกสถือเป็นเรื่องน่าทึ่ง พวกเขาก็เลยขอสร้างปาฏิหาริย์ในขั้นกว่าด้วยการส่งทีมชุดเดิมลงสนามพบกับอังกฤษ ในรอบ 16 ทีม ทีนี้ชนะไปเลยครับพี่น้อง

    แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ ออกมาด่าผ่านทวิตเตอร์ของเขา โดยบอกว่าเป็นเรื่องน่าอายมากที่อังกฤษต้องมาพ่ายต่อทีมที่ประเทศมีจำนวนภูเขาไฟมากกว่านักเตะอาชีพเสียอีก ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่แต่ละคนคอตกออกจากสนาม และเอาปี๊บคลุมหัวเข้าบ้าน

    ว่ากันว่าในเกมนี้ไอซ์แลนด์มีกำลังพลมากกว่าครับ แถมเป็นระดับหัวกะทิอีกต่างหากด้วยการส่งไส้ศึกเข้าไปป่วนแผนการเล่นของทีมชาติอังกฤษจนเกิดความสับสนอลหม่านไปหมดอย่างที่เราได้เห็นกันไปแล้ว

    เขาชื่อ รอย ฮ็อดจ์สัน เห็นมั้ย คนไอซ์แลนด์ชัดๆ แล้วตอนนี้ไส้ศึกคนนี้ก็รีบทำลายตัวเอง ประกาศลาออกไปจากตำแหน่งไปหลังจากเกมนั้นจบลง

    ส่วนไอซ์แลนด์พวกเขาไม่มีอะไรจะต้องเสียใจแม้แต่น้อย หลังจบเกมกับฝรั่งเศส พวกเขาก็ยังคงได้รับการ ''ส่ง'' จากแฟนบอลที่พร้อมใจกันชูมือตามสไตล์ที่จะกลายเป็นเอกลักษณ์ให้เราจดจำ ขณะที่นักเตะและแฟนบอลเจ้าถิ่นออกจากสนามไปแล้ว แฟนบอลไอซ์แลนด์ยังคงปรบมือให้กำลังใจนักเตะของพวกเขาอีกถึง 10 นาที

    เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่มีต่อทีม ครอบครัวหนึ่งที่บินมาจากกรุงเรคยาวิกตอบแบบภาคภูมิใจสั้นๆ ว่า ''พวกเราคือไวกิ้ง'' 

    ทิ้งให้พวกเราต้องไปเขียนคำจำกัดความกันเองว่าคืออะไร และจากที่เราเห็น มันก็เป็นแต่แง่พวกทั้งนั้น

ศาธนันท์