เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 PIONEER

View Share
SHARE

นับแต่ทีมชาติอังกฤษ ตกรอบ ยูโร 2016 แบบหมดสภาพ รอย ฮ็อดจ์สัน อำลาตำแหน่ง  เอฟเอ ตกเป็นข่าวว่าควานหากุนซือคนใหม่ให้ควั่ก

 

    แกเร็ธ เซาธ์เกต ยังไม่เอาด้วย อาร์แซน เวนเกอรฺ์ ก็มีข่าวว่าโดนตามจีบ

    อีกชื่อที่เตะตาเตะใจแฟนบอลขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้คือ เยอร์เก้น คลินส์มันน์ กุนซิอทีมชาติสหรัฐอเมริกา

    วงการฟุตบอลอังกฤษในรอบทศวรรษหลังเปลี่ยนแปลงไปมาก

    เดิมทีนั้น พรีเมียร์ ลีก ของเมืองผู้ดีจะหาสตาร์ระดับเกรด เอ มาค้าแข้งได้ยากเต็มที

    หรือต่อให้เป็นดารามีเกรด ก็เป็นประเภท "หมดสภาพ" แล้ว ย้ายมาเล่นตอนแก่ เรียกว่ามาหาที่ตายอย่างเป็นสุข หรือหาเงินก้อนสุดท้ายก่อนอำลาสังเวียนแข้ง

    โดยตัวอย่างของสโมสรที่ชัดเจนสุดที่มักดึงเอาสตาร์แก่ๆ มาค้าแข้งคือ เชลซี

    รุด กุลลิท, จานลูก้า วิอัลลี่, ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้, อัลเบิร์ต เฟร์เรร์, ดิดิเยร์ เดช็องส์, มาร์กแซล เดอไซยี่, จานฟรังโก้ โซล่า เป็นต้น

    โดยมากด้วยมาตรฐานพรีเมียร์ ลีก หลายๆ คนยังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่น

    ทุกวันนี้ เชลซี คือที่รวมของดาวดังมากมาย แต่สมัยก่อนไม่ใช่ เป็นพวกผ่านช่วงพีคมาแล้วเกือบหมด แฟนสิงห์รายไหนที่รักทีมมาตั้งแต่ก่อนเสี่ยหมีเข้ามาฮุบสโมสร คือต้องยกนิ้วให้

    ก็เพราะยุคนั้น แม้เชลซีจะขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่ทำผลงานบอลถ้วยรายการต่างๆ ได้ดี แต่ในลีกก๋แค่เกรด บี 

    ผ่านยุคปี 2000 มา เชลซี เริ่มดึงแข้งดีๆ มาเข้าเล้าได้เริ่อยๆ บวกกับพัฒนาการของพรีเมียร์ ลีก ในรายการยุโรป เมื่อทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้ 

    ทีมสิงห์บลูส์เริ่มแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดพีคเมื่อ เสี่ยหมีในวัย 37 เข้ามาเทคโอเวอร์ และพวกเขากลายเป็นสุดยอดจอมทุ่ม 

    โชเ.ซ่ มูรินโญ่ ยอดกุนซือดาวรุ่งแห่งยุคถูกดึงมาจากปอร์โต้ และสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่ไว้เป็นรากฐานจนถึงตอนนี้

    นับแต่การปฏิวัติของ เชลซี ในช่วงปี 2003-2004 เป็นต้นมา ลีกอังกฤษยิ่งเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ยอมรับว่าการเติบโตขึ้นมาของ เชลซี ที่มี มูรินโญ่ คุมทัพทำให้เขาต้องคิดใหม่ทำใหม่ ปั้นทีม โกลเด้น เจนเนอเรชั่น รุ่น 2 ซึ่งมาเบ่งบาน เก็บเกี่ยวได้เอาในปี 2006-2007 

    ของเล่นชิ้นโตของ โรมัน อับราโมวิช ชิ้นนี้ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทำให้มหาเศรษฐีจากทั่วโลกหันขวับมามอง พรีเมียร์ ลีก

    จะด้วยเป้าหมายอะไรก็แล้วแต่ ทว่าลีกสูงสุดเมืองผู้ดีคือเวทีที่จะดึงดูดสายตาจากแฟนบอลทั้งโลก คุณอาจบรรลุเป้าหมายของคุณได้ด้วยการมีลีกแห่งนี้เป็นบันได

    เงินเข้ามาแบบทะลัก ตามมาด้วยนักเตะมีเกรด ที่ "กล้า" ย้ายมาเล่นในอังกฤษได้อย่างสนิทใจมากขึ้น เมื่อลีกเต็มไปด้วยดาราชั้นนำ ก้ไม่น่าแปลกใจที่มันจะขายดี ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดเอยก็พุ่ง สปอนเซอร์ต่างๆ ก็รุมเข้ามาหา 

    ตอนนี้ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษคือภาพยนต์ทำเงินระดับบล็อคบัสเตอร์ หรือละครหลังข่าวยอดฮิต ที่ไม่มีลีกไหนจะล้มลงได้

    เมื่อตั้งคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นเสี่ยหมี นี่เอง ผู้เป็นคนบุกเบิกยุคใหม่ของ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

    เป็นผู้เข้ามาปฏิวัติวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีให้เปลี่ยนไปอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

    หากมองในระยะ 10 ปีเศษๆ ก็คงตอบได้ว่าใช่

    แต่หากลองย้อนไปนานกว่านั้น คนที่พลิกโฉมหน้าฟุตบอลอังกฤษยุคใหม่จริงๆ คือ เยอร์เก้น คลินส์มันน์

    "ธี อุทิศ" อดีตคอลั่มนิสต์ของสตาร์ซอคเกอร์ผู้มีมุมมองลึกซึ้ง เคยเขียนอธิบายไว้ว่า "ฉลามขาว" คือนักเตะ "ระดับโลก" คนแรกที่กล้าย้ายมาร่วมทีมในลีกอังกฤษ เรียกได้ว่าเป็นผู้นำเทรนด์ เป็น Pioneer ผู้บุกเบิกแผ้วถางทางไว้ให้นักเตะระดับโลกรุ่นน้องๆ กล้าตามรอย

    นอกจากนั้น อีกหนึ่งเหตุผลก็เพราะว่าเขาเป็น "คนเยอรมัน

    คลินซี่ ย้ายจาก โมนาโก มายัง ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ในฤดูกาล 1994/95 ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์ (ไม่ถูกในเวลานั้น) โดยเขามีวัย 30 ปีแล้ว

    นักข่าวของ "เดอะ การ์เดี้ยน" สื่อดังของเมืองผู้ดีเคยเขียนบทควาามชื่อ "Why I Hate Jurgen Klinsmann" ตอนที่ดาวยิงทีมชาติเยอรมันเซ็นสัญญากับสเปอร์สใหม่ๆ

    เหตุผลง่ายๆ คือเขาเป็นเยอรมันทั้งดุ้น เป็นหนึ่งในขุนพลเยอรมันตะวันตกที่เขี่ยอังกฤษตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 1990 และมีชื่อเสียงว่าเป็น "จอมพุ่ง" 

    ทว่าด้วยบุคลิกส่วนตัว สไตล์การเล่นในสนาม และฝีเท้าที่ต้องยอมรับ ไม่ทันไร นักข่าวคนดังกล่าวก็กลับมาเขียนบทความชื่อ "Why I Love Jurgen Klinsmann" 

    มันแสดงให้เห็นว่า หากคุณเป็นทองแท้ไม่ต้องกลัวไฟ (แต่ตามจริงคือทองแท้ๆ หลอมง่ายมาก ฮา) สมัยเป็นนักเตะ คลินซี่ ในฐานะคนด๊อยท์ช อริของชนอิงลิช เอาชนะอคติตรงนี้ไปได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

    แม้เขาจะเล่นกับ สเปอร์ส (ยกแรก) แค่ฤดูกาลเดียว แต่ไปถามแฟนไก่ที่ทันดูเขาเล่นได้เลยว่า สถานะของเขาคือตำนานไปแล้ว ทั้งท่าดีใจที่ถไลตัวไปกับพื้น เย้าสื่อที่ตีตราว่าเขาเป็นพวกขี้พุ่ง ในสนามเต็มไปด้วยความทุ่มเท อารมณ์ร่วม และด้วยผลงาน 30 ประตูในทุกรายการ (ในลีก 21 ลูก) 

    คิดดูว่าสื่ออังกฤษ สื่อชาติที่ขึ้นชื่อว่าตามจิกตามกัด ตามขุดคุ้ย งัดเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำให้คนไม่แกร่งพอเป๋เอาได้ง่ายๆ

    "แถวนี้แ..งเถื่อน ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้" 

    จนแล้วจนรอด สื่อจอมแสบพวกนั้นก็ยังยอมรับในฝีมือฝีเท้าของ คลินส์มันน์ ในฤดูกาลที่ว่านั้น เขาได้รับรางวัลผู่เล่นยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลจากการเลือกของเหล่านักข่าวฟุตบอล

    สมัยเป็นนักเตะ คลินส์มันน์ สนุกกับการค้าแข้งในพรีเมียร์ ลีก อย่างมาก เขายังกลับมาช่วยสเปอร์ส หนีตกชั้นอีกรอบในปี 1997-98 และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาเล่นฟุตบอลสโมสรในระดับสูง

    ผ่านพ้นการลงสนามไปกระซวกตาข่ายด้วยตัวเอง เขาผันมาเป็นเทรนเนอร์ งานใหญ่งานหลักแรกสุดของเขาเลยก็คือการคุมทีมชาติบ้านเกิดเยอรมัน

    แม้ผลงานจะไม่เข้าตาตามที่ เดเอฟเบ และแฟนบอลหวัง แต่เขาก็ดึงเอา โยกี้ เลิฟ เข้ามาเรียนรู้ ทำความคุ้นเคย จนก้าวขึ้นมาคุมทีมแทนเขายาวมาจนทุกวันนี้หลังปี 2006 

    สำคัญสุดเลยก็คือ ทุกคนรู้ดีว่าเยอรมันช่วงต้น-กลาง ทศวรรษ 2000s คือยุคเปลี่ยนผ่าน รอเด็กยุคใหม่ที่วางแผนปั้นเติบโตขึ้นมา ต้องรับความกดดันนำทีมลุยฟุตบอลโลกในบ้านตัวเอง

    หลังจากนั้นไปคุม บาเยิร์น มิวนิค ไม่ครบเทอมก็โดนเด้งเสียก่อนในปีร 2008-2009

    ปี 2011 คลินซี่ กลับไปอเมริกาอีกรอบ และคราวนี้เขาโดนตั้งคุมทีมงานสหรัฐ ช่วงแรกๆ ผลงานก็ยังไม่โดดเด่น แต่นับวัน USA ยิ่งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

    ฟุตบอลโลก 2014 คือความสำเร็จที่น่าประทับใจที่สุดสำหรับทีมชาติสหรัฐอเมริกา นักเตะทั้งทีม รวมทั้ง คลินซี่ ได้รับการเชิดชูดุจฮีโร่

    กระนั้น สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือทรัพยากรนักเตะของเมืองลุงแซมมีจำกัด การจะเข็นทีมให้ไปไกลกว่านี้นับเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

    เมื่อมีข่าวกับทีมชาติอังกฤษ จึงถือว่าน่าสนใจอย่างมาก

    ตัวเขาเองก็ออกมายอมรับว่าอังกฤษคือดินแดนฟุตบอลที่เขาไม่เคยลืมและชื่นชอบที่สุด มันคือที่สุดของที่สุดสำหรับเกมลูกหนังจริงๆ 

    ที่สำคัญ ขณะที่คนนอกออกจะกังวลเรื่องของสื่ออังกฤษที่เกกมะเหรกเกเร ตามรังควานไม่เลิก แต่สำหรับ คลินส์มันน์ เขาสนุกกับเรื่องพวกนี้

    เขาอธิบายว่า สื่ออังกฤษไม่ได้จะใจร้ายกับคุณ เพียงแต่ต้องการขายหนังสือพิมพ์ให้ได้ก็เท่านั้นเอง

    การผ่านสถานการณ์เหล่านี้มาได้ ช่วยทั้งในเรื่องผลงานในสนามและการเป็นบุคคลที่แกร่งขึ้น

    หากคุณมองที่ความสำเร็จในฐานะกุนซือเป็นชิ้นเป็นอัน เยอร์เก้น คลินส์มันน์ อาจไม่มีให้คุณหยิบจับ

    แต่โค้ชกี่คนมาแล้วเล่าที่มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จมากมายมาก่อน แล้วมาเสียผู้เสียคนกับการคุมทีมชาติอังกฤษ

    โค้ชเหล่านั้นอาจขาดบางอย่างที่สมควรต้องมี คือความหลงไหลในวงการฟุตบอลอังกฤษ และกร้าวแกร่งพร้อมท้าทาย สนุกไปกับการทำงานของสื่อเมืองผู้ดี

    เมื่อ 20 กว่าปีก่อนโน้น เยอร์เก้น คลินส์มันน์ สมัยเป็นนักเตะเคยเป็นคนที่เปลี่ยนโฉมฟุตบอลลีกอังกฤษมาแล้ว

    ค.ศ. นี้ หากเขามาในอีกฐานะหนึ่ง ไม่แน่ โฉมหน้าของทีมชาติอังกฤษก็อาจเปลี่ยนไปอย่างยิ่งยวดได้เช่นกัน


 

ทีมงานสตาร์ซอคเก้อร์