จันทร์ ที่ 11 กรกฏาคม 2559 01:30 โปรตุเกส เฮ ... ส่ง เวลส์ กลับบ้าน

View Share
SHARE

 ในที่สุด โปรตุเกส สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 คืนวันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคมนี้ ที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์, แซงต์-เดอนีส์ ชานกรุงปารีส 

 

    ตั้งแต่วันแรกที่ลงสนาม จนถึงเกมรอบควอเตอร์-ไฟนั่ลส์ ทีมฝอยทอง ปราบคู่แข่งโดยไม่สามารถเอาชนะได้ใน 90 นาที

    จนกระทั่งล่าสุด พวกเขาทำสำเร็จ ชนะเป็นครั้งแรกใน 90 นาที เมื่อสยบ เวลส์ 2-0 ในรอบรองชนะเลิศ คืนวันพุธ 6 กรกฎาคม ที่สต๊าด เดอ ลียง เมือง ลียง แคว้นโรน-แอลป์ส ทางภาคตะวันออกตอนกลาง ต่อหน้าผู้ชม 55,679 คน

    ทั้งคู่พบกันหนแรกในแมตช์ทางการ หลังจากก่อนหน้านี้เจอกันในเกมอุ่นเครื่อง 3 ครั้ง เท่ากับว่า 4 เกมที่เจอกันนั้นมีประตูเกิดขึ้น 13 ลูก โดย เวลส์ เสียประตูทุกนัดที่พบกับ โปรตุเกส

     โปรตุเกส เข้ารอบตัดเชือกครั้งที่ 5 จาก 7 หนในยูโร รอบสุดท้าย นับตั้งแต่เข้ารอบนี้หนแรกเมื่อปี 1984 เรียกได้ว่า มีเพียง เยอรมัน ชาติเดียว ที่ผ่านเข้ามาเล่นรอบรองชนะเลิศ มากกว่า (6 ครั้ง)

    นับเป็นชัยชนะที่พวกเขามีความสุขมากที่สุดที่ สามารถนำทัพเข้าชิงชนะเลิศ ยูโร เป็นครั้งที่ 2 ต่อจากปี 2004 ที่พลิกล็อคแพ้ กรีซ 0-1 บนแผ่นดินเกิดของตัวเอง

    สกอร์ครึ่งแรกจบ 0-0 ยังทำประตูกันไม่ได้ ก่อนที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กัปตันทีมโขกตุงตาข่ายนาที 50 ตามด้วยลูกยิงของ นานี่ ในอีกสามนาทีต่อมา นับเป็นประตูที่ 3 ของทั้งคู่ในยูโร หนนี้ 

    โรนัลโด้ คว้าตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ยิ่งเล่นยิ่งดี ต่างจากผลงานช่วงต้นๆ ทัวร์นาเม้นต์ ทำได้ไม่ดี ตอนนี้เขายิง 9 ประตูในยูโร รอบสุดท้าย สถิติเท่ากับ มิเชล พลาตินี่ เรียบร้อยแล้ว

    เจ้าตัวยังเป็นเจ้าของสถิติลงสนามในยูโร รอบสุดท้ายมากที่สุด 20 นัด เหนือกว่า บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ของเยอรมัน และ จานลุยจิ บุฟฟ่อน นายทวารทีมชาติอิตาลีที่ลงเล่นไปแล้วคนละ 17 นัด 

    ขณะที่ โปรตุเกส ลงสนามไปแล้ว 34 นัด เป็นทีมที่ลงเล่นในยูโร รอบสุดท้ายมากที่สุด ทว่าไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลย

    แฟร์นานโด ซานโต๊ส กุนซือฝอยทอง ทำทีมได้ยอดเยี่ยม ไม่แพ้ 13 นัดติดต่อกัน (ชนะ 9 เสมอ 4)

    หากจบศึก แล้ว สตาร์เรอัล มาดริด สังหารฟรีคิกเข้าสักลูก และนำ โปรตุเกส คว้าแชมป์ยูโร ได้สำเร็จ มันจะเป็นการปิดฉากที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

    สำหรับความพ่ายแพ้ของ เวลส์ สิ่งที่เห็นจุดอ่อนได้ชัดเจนคือ ทีมไม่มีคีย์แมนทำเกมแดนกลาง การขาด อารอน แรมซี่ย์ ซึ่งติดโทษแบน ส่งผลกระทบมากที่สุด 

zoom

นักเตะและสต๊าฟฟ์ เวลส์ ขอบคุณแฟนๆ ที่เชียร์พวกเขาอย่างดีที่สุด

 

    แกเร็ธ เบล คนเดียว ช่วยทั้งทีมไม่ไหว

    คริส โคลแมน ผู้จัดการทีมส่ง แอนดี้ คิง กองกลางวัย 27 ปี ลงเล่นแทน เป็นการตัดสินใจที่ผิด เนื่องจากเขาเป็นมิดฟิลด์คนละประเภท 

    ขณะที่ แรมซี่ย์ จ่ายบอลดี วิสัยทัศน์เยี่ยม อ่านเกมเก่ง มีลูกพลิกแพลง ยิงเองก็ได้ เปิดบอลก็แม่นยำ

    คิง มีลูกขยัน ตั้งใจเล่นจริง แต่สร้างเกมรุกได้ไม่เท่า แรมซี่ย์ เพราะความสามารถต่างกันอยู่มาก 

    นอกจากนั้นการขาดหายไปของ เบน เดวิส แบ็คซ้ายจากสโมสรสเปอร์ส เนื่องจากติดโทษแบน ที่พอมาเล่นให้ทีมชาติเวลส์ ยืนเป็นสามเซนเตอร์แบ็คนั้น ถือว่าเสียหายไม่น้อย 

    เพราะว่า เบน เดวิส เป็นคนที่มีความเร็ว เข้าบอลแม่น แล้วหลายๆ ครั้งมาช่วยทีมสกัดลูกอันตรายที่น่าจะเสียประตูได้ตลอด

    พอไม่มีเขา การขึ้นเกมรุกจากแดนหลัง ก็ทำได้ไม่รวดเร็ว เกมโต้กลับเลยหายไป

    อีกจุดหนึ่ง ผู้เล่นของเวลส์ ความสามารถเฉพาะตัวเป็นรองอยู่แล้ว สถานการณ์ตัวต่อตัว สู้ไม่ได้ แล้วยังมาโดน เรนาโต้ ซานเชซ กองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปี ของโปรตุเกส คุมเกมแดนกลางอยู่หมด

    ที่สำคัญประตูแรกของ โรนัลโด้ จากการโหม่ง ไม่ใช่ว่าหลังเวลส์ ประกบไม่ดี ต้องให้เครดิต คริสเตียโน่ ว่าเทคตัวได้สูง กะจังหวะโหม่งได้ดีมากๆ เหมาะเหม็งที่สุด

    แต่จุดที่เสียหาย ทำลายทุกอย่างของเวลส์ คือดันมาเสียประตูที่สองในสามนาทีต่อมา ถือว่าทำให้ท้อกันไปเลยทีเดียว เมื่อเสียสองประตูติดๆ กันแบบนี้ เวลส์ ไม่มีตัวพลิกเกมอย่าง แรมซี่ย์ ด้วย จบข่าวเลย

    หลังจบแมตช์ พวกเราทั้ง 7 คน ครบทีมครั้งแรกตั้งแต่มาทำข่าวยูโร ที่ ฝรั่งเศส ได้เห็นภาพประทับใจที่กองเชียร์ทั้งสองทีมร้องเพลงเชียร์เสียงดัง สนับสนุนทีมรักอย่างที่สุด

    บรรดานักเตะโปรตุกีส นำทีมโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เดินมาขอบคุณแฟนๆ และถ่ายรูปร่วมกันอย่างสนุกสนาน

    ส่วนอัฒจันทร์อีกฝั่งหนึ่ง เหล่าผู้เล่นเวลส์ พร้อม คริส โคลแมน และสต๊าฟฟ์ฝ่ายเทคนิค จับมือล้อมเป็นวงกลม รวมพลัง ต่อหน้าแฟนบอลของพวกเขาที่ร้องเพลงให้กำลังใจตลอด 

    "พวกคุณได้พยายาม และทำดีที่สุดแล้ว"

โมนาลิซ่า