จันทร์ ที่ 11 กรกฏาคม 2559 01:30 เยอรมัน ไม่พร้อม

View Share
SHARE

ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปมีมาทั้งหมด 15 ครั้ง เยอรมันสร้างมาตรฐานเอาไว้สูงมาก มีเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้นที่ไม่ได้ร่วมวงในรอบสุดท้าย...

    2 ครั้งแรก ปี 1960 กับ 1964 ไม่ได้เข้าร่วม ส่วนครั้งที่ 3 ไม่ผ่านรอบคัดเลือก จากนั้นเป็นต้นมา เยอรมันคว้าแชมป์ได้ถึง 3 ครั้ง รองแชมป์อีก 3 ครั้ง และตกรอบรองชนะเลิศอีก 3 ครั้ง ผลงานที่แย่ที่สุดคือตกรอบแรกปี 1984, ปี 2000 และ ปี 2004

    หนนี้ โยอัคคิม เลิฟ ก็ตั้งเป้าเอาไว้ถึงแชมป์ แต่ด้วยสภาพทีมชุดนี้ต้องบอกว่ายังไม่แข็งแกร่งสมบูรณ์แบบเทียบเท่าชุดแชมป์โลกเมื่อปี 2014 มีหลายจุดที่ทีมอ่อนลงไปทั้งเกมรับและเกมรุก

    การขาด ซามี่ เคดิร่า กับ มาริโอ โกเมซ ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน แม้ว่าเยอรมันจะครองบอลบุกเข้าใส่ฝรั่งเศสได้น้ำได้เนื้อ แต่ก็ไม่สามารถจบสกอร์ได้ กลับต้องเสียสองประตูและพ่ายแพ้ในที่สุด

    เลิฟแก้ปัญหาการขาดสองแกนหลักด้วยการปรับตำแหน่งนักเตะ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เล่นมิดฟิลด์ตัวกลางคู่กับ เอ็มเร่ ชาน นี่คือครั้งแรกที่เล่นด้วยกันในทัวร์นี้ และถ้านับรวมทั้งหมดคู่นี้แทบไม่เคยเล่นด้วยกันมาก่อน

    โทนี่ โครส ที่เคยยืนมิดฟิลด์ตัวกลาง ถูกขยับขึ้นไปเล่นเป็นหน้าต่ำ เบียด เมซุต โอซิล ออกไปเล่นริมเส้น ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็น ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ และ โธมัส มุลเลอร์ เปลี่ยนบทบาทจากด้านข้างมาเป็นศูนย์หน้า

    แม้ว่าบางคนจะเคยเล่นบทบาทที่ว่านี้กันมา แต่มันก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุด เป็นธรรมชาติ ดังนั้นประสิทธิภาพจึงปล่อยออกมาไม่เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบางรายไม่ได้อยู่ในช่วงท็อปฟอร์ม

    โอซิล กับ มุลเลอร์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ทัวร์นี้เงียบเหงามาก เมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนเหมือนเป็นคนละคน ความดุดันเฉียบคมขาดหายไปใน ขณะที่ชไวน์สไตเกอร์กลายเป็นบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ของทีมไป

    ชไวนี่ติดทีมชุดนี้มาแบบมีเครื่องหมายคำถามเต็มตัวไปหมด โดยเฉพาะในเรื่องของสภาพความฟิตที่ไม่ได้ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตั้งหลายเดือน ยังไงก็ต้องส่งผลอย่างแน่นอน แต่ด้วย ''บุญเก่า'' ที่ทำไว้ เลิฟไม่กล้าตัดออกจากทีม

    6 เกมที่ผ่านมา ชไวนี่ลงเล่น 5 นัด พลาดนัดเดียวที่เสมอโปแลนด์ 0-0 ที่เหลือเป็นสำรอง 4 นัดเป็นตัวจริงนัดเดียวกับฝรั่งเศส แม้ว่าจะทำได้หนึ่งประตู แต่ฟอร์มโดยรวมต้องบอกว่า...ค่อนข้างแย่

    กัปตันอินทรีเหล็กลงเล่นโดยหอบร่างตุ้ยนุ้ยลงไป แถมขาดความฟิต ล้มลุกคลุกคลานก็หลายครั้ง ความพร้อมมีไม่พอ ตรงนี้เลิฟไม่ควรเกรงใจ เพราะในทีมมีนักเตะตำแหน่งเดียวกันที่ฟิตและสดกว่าอย่าง ยูเลี่ยน ไวเกิล มันต้องกล้าใช้

    ชไวน์สไตเกอร์สภาพก็ไม่แตกต่างกับ แจ็ค วิลเชียร์ ที่เรื้อสนามไปนานมาก แต่ รอย ฮ็อดจ์สัน ก็หนีบเอามาด้วย เพราะผลงานเก่าที่ทำไว้ในรอบคัดเลือก ตรงจุดนี้คนเป็นโค้ชรู้ดีแก่ใจ แต่ไม่กล้า...''ฟัน'' แถมยังส่งลงสนามอีกต่างหาก

    เกมของเยอรมันไม่แน่น ดุดัน เหมือนช่วงเล่นรอบแรก เลิฟสามารถจัดทีมชุดที่ดีที่สุดลงสนามได้ แต่กับฝรั่งเศสการประสานงานไม่ไหลลื่นลงตัว ก็เพราะเปลี่ยนนักเตะและเปลี่ยนบทบาทจนขาดทีมเวิร์ก

    ปัญหาใหญ่ของทีมอินทรีเหล็กชุดนี้คือศูนย์หน้า โกเมซ อาจจะไม่ได้อยู่ในช่วงฟอร์มที่ดีแต่ยังมีประโยชน์ต่อทีม เป็นเป้าใหญ่ให้เพื่อนในกรอบเขตโทษ ทั้งการพักบอลและยิงประตู ซึ่งตรงนี้ มุลเลอร์ หรือ มาริโอ เกิทเซ่ ทำได้ไม่ดีเท่า

    อีกจุดหนึ่งก็คือแนวรับ เยโรม บัวเต็ง ปกติก็ไม่ได้เนี้ยบอยู่แล้ว คู่ขาก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ เชื่องช้า... เบเนดิคท์ เฮอเวเดส ก็ไม่คล่องตัวเด็ดขาด... ชโคดราน มุสตาฟี่ ก็ไม่ได้รับความไว้วางใจ...

    ฟูลแบ็กสองข้าง โยนาส เฮคเตอร์ กับ โยชัว คิมมิช ก็ใหม่มากกับทัวร์ใหญ่แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าอ่อนประสบการณ์ ภาพรวมทั้งหมดของเยอรมันชุดนี้จึงออกมา ''ไม่แน่น'' อย่างที่เห็น

    ประเด็นการเสียจุดโทษของเยอรมัน ที่เป็นจุดเปลี่ยนของเกมตรงนี้ ชไวน์สไตเกอร์ต้องรับผิดชอบเต็มๆ ในจังหวะขึ้นเล่นลูกโหม่งแบบนั้นยังไงก็ไม่สมควรยื่นมือยื่นแขนขึ้นไป ไม่มีความจำเป็นเลย เพียงแค่กระโดดแท็กหรือเบียดชนก็พอแล้ว

    ฝรั่งเศสอาจจะครองบอลน้อยกว่า แต่การต่อเกมรุกขึ้นไปทำได้อันตราย ทั้งเกมมีโอกาสจบสกอร์ถึง 16 ครั้ง เข้ากรอบ 6 ครั้ง และได้ 2 ประตู ในขณะที่เยอรมัน 18 ครั้ง ตรงกรอบ 5 ครั้ง ไม่ได้ประตู

    ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ทัวร์นี้ต้องยกนิ้วให้ว่าวางแผนและแก้เกมได้เยี่ยมทุกนัด เขาเลือกแท็กติกที่เหมาะกับคู่ต่อสู้ และที่สำคัญเขาให้ความสำคัญของแท็กติกมากกว่าตัวผู้เล่นคนไหน ''ไม่ใช่'' ก็ต้องนั่งข้างสนาม เรียกว่าจัดแบบไม่ต้องเกรงใจ

    เอ็นโกโล่ ก็องเต้ พ้นแบนกลับมา แต่ไม่มีที่ว่าง เพราะว่าทีมชุดที่ถล่มไอซ์แลนด์ 5-2 ทำผลงานได้เยี่ยมมาก มุสซ่า ซิสโซโก้ ได้ยืนปีกขวาต่อไป ส่วนคู่กลาง ปอล ป็อกบา เข้าคู่กับ แบลส มาตุยดี้ ส่วนด้านซ้าย ดิมิทรี ปาเยต และคู่หน้า โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กับ อองตวน กรีซมันน์

    จากทีแรกคาดหมายว่า เดเด้จะเล่นแท็กติกเน้นรับ 4-3-3 ใส่ ก็องเต้-ป็อกบา-มาตุยดี้ อัดกลางแต่ผิดคาด เดส์ชองส์จัดทีมเน้นรุกลงมาในรูปแบบ 4-4-2 กรีซมันน์ไม่ได้ยืนหน้าต่ำ แต่ขึ้นไปคู่กับชิรูด์ ดันสุดตลอดสร้างปัญหาให้แนวรับเยอรมันอย่างมาก

    ปาเยตที่โชว์ฟอร์มพระเอกตั้งแต่นัดแรกมีโอกาสเพียงแค่ 71 นาที ก็ถูกเปลี่ยนตัว เพราะเกมนี้ขยับไม่ค่อยออก อีกทั้งเดเด้ต้องการขันแดนกลางให้แน่น จึงส่งก็องเต้ลงมาแทน แล้วก็เติมความสดด้วย อ็องเดร-ปิแอร์ ชีญัก แทนชิรูด์ใน 12 นาทีท้าย ก่อนจะปิดเกมด้วย โยอัน กาบาย มาแทนกรีซมันน์ช่วงทดเวลา

    เดส์ชองส์รอคอยโอกาสในจังหวะสวนกลับ เขารู้ดีว่าคู่ปราการหลัง เยอรมัน เชื่องช้าและฟูลแบ็กลอยสูง แต่ก็ยังไม่มีข้อผิดพลาดในครึ่งแรก จนกระทั่งมาได้จุดโทษ ทำให้เกมเปลี่ยน ฝรั่งเศส เล่นง่ายกว่าเดิมในครึ่งหลัง

    กรีซมันน์โดดเด่นสุดๆ ในทัวร์นี้ นอกจาก 6 ประตู ที่ทำได้ เขาโชว์ให้เห็นถึง ''คลาส'' ที่พัฒนาขึ้นมาเยอะ จังหวะจะโคนการตัดสินใจแต่ละครั้งยอดเยี่ยม เล่นได้แน่นอน และที่สำคัญอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะทำประตูตลอดเวลา

    ถ้าใครตามดูฝรั่งเศสตั้งแต่นัดแรกจนถึงตรงนี้ จะเห็นถึงพัฒนาการของทีม และการวางแผนแก้เกมของเดส์ชองส์มีลูกล่อลูกชน ลูกเสี่ยง ลูกเด็ดขาด ทีมตราไก่เล่นดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นพิมพ์ของทีมที่จะคว้าแชมป์แบบทัวร์นาเมนต์

    อย่างไรก็ตาม คู่ชิงฯ อย่าง โปรตุเกส ก็ไม่ธรรมดา มีพัฒนาการที่ดีขึ้น แฟร์นานโด ซานโตส ก็โชว์ของเหมือนกัน ปรับปรุงแก้ไขจากเกมรับรั่ว กลายเป็นแน่นเปรี๊ยะ แล้วตัวทีเด็ดข้างหน้าอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ นานี่ ก็หวังพึ่งพาได้

    บางคนอาจจะค่อนขอดว่าเสียดาย...สเปน...อิตาลี...เยอรมัน แต่ฝรั่งเศสกับโปรตุเกสก็โชว์ให้เห็นว่ามาถึงตรงนี้ได้เพราะมีทีมเวิร์กที่ยอดเยี่ยม...

ซัมเมอร์ฮิลล์