จันทร์ ที่ 11 กรกฏาคม 2559 22:48 ความทรงจำสีเข้ม

View Share
SHARE

บางคืนที่เข็มนาฬิกาล่วงเลยไปกว่าตีสองแล้ว ผมก็คงเดินต๊อกแต๊กอยู่กลางเมืองนีซ

 

    เปล่า ใช่ว่าอารมณ์เปลี่ยวอยากฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งดึกดื่น เปล่า ใช่ว่านึกครึ้มอกครึ้มใจอยากที่จะมาท่องราตรีเมืองที่แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวแห่กันมานับล้าน หากคืนนั้นหิวโคตรๆ ครับ (ขออภัยถ้าหยาบคาย) คือหิวจากการทำงานมาตลอดวันท่ามกลางอุณหภูมิร้อนน้องๆ บ้านเรา 

    ก็วันนั้นเป็นวันอัปยศของทีมชาติอังกฤษนั่นแหละ

    กว่าไถลหัวออกจากสนามก็เกือบตีหนึ่งแล้ว จากนั้นต้องย่ำเท้าประมาณ 2 กิโลเมตรมาขึ้นรถเมล์ที่จอดรอเที่ยวสุดท้ายซึ่งตามปกติมันต้องมีร้านประเภทแฮมเบอร์เกอร์หรือเคบับที่รสชาติกรุณาอย่าทวงถาม ขอแค่เอาไว้ประทังชีวิตก็พอเปิดอ้าแขนรออยู่ แต่วันนั้นหาทุกซอกหลืบแล้วก็เจอแต่ความเงียบเหงากับคนขี้เมา

    รู้มั้ยครับความรู้สึกเวลานั้นที่หิวแบบกินช้างทั้งตัวได้ ผมต้องมานั่งเลียไอติมแทนเพราะเป็นร้านเดียวที่ยังคงให้บริการ...

    มันคงเสแสร้งหรือมองโลกสวยเกินไปหากมาขูดความทรงจำตลอดหนึ่งเดือนมานี้แล้วปั้นตัวอักษรบอกว่า ''โอ้ว พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก'' หรือ ''มันคือชีวิตที่สนุกตื่นเต้นมีแต่ความสุข''

    มาทำข่าวบอลทัวร์นาเมนต์ก็ไม่ต่างจากการเข้าค่ายเรียนสมัยเรียนลูกเสือหรือรักษาดินแดน (ร.ด.) เพราะมันฝึกทุกอย่างในตัวเรา ความรับผิดชอบที่ต้องทำงานส่งงานทุกวัน ยิ่งยุคสมัยนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กกำลังมาแรงก็ต้องถ่ายคลิปให้ทางเว็บเพจด้วยนอกจากนั้นก็ยังบ่มให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นๆ ต้องทำยังไง การแบ่งปัน เสียสละตลอดจนถึงการรู้จักเอาตัวรอด

    มันก็มีรอยบูดเบี้ยวผิดแผกจากยามประจำการที่อังกฤษ เพราะในวันที่ไม่มีคิวไปไหน ก็แค่ส่งงานเท่านั้น ที่เหลือก็แล้วแต่เราเองอยากจะทำอะไร อาทิ นอนใต้ผ้าห่ม, ออกเดินเล่น หรือว่าอ่านหนังสือ

    ตลอดเดือนมานี้ผมเองก็ยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ชาวฝรั่งเศสราว 3-4 คนได้โดยสองในนั้นเป็นชาวจีนคนกับคนไทยอีกคนที่มาทำงานร้านอาหารแถวบ้านพักเขต 13 ในปารีส ในวันที่ไม่ต้องไปต่างจังหวัดก็มักเข้าไปฝากท้องละแวกนี้แหละ มีหลายร้านมากที่ทำให้ลืมเป็ดโฟร์ซีซั่นลอนดอนไปเลย พวกเขาพอเห็นผมผลักประตูเข้าไปเท่านั้นก็ต้อนรับขับสู้อย่างดี สำคัญที่สุดพวกเขาก็ยังเหมือนกูเกิลแปลภาษาให้เพราะเมนูที่นี่ส่วนใหญ่เป็นภาษาท้องถิ่น

    บางทีเราอยากกินบะหมี่เป็ดย่างใส่เกี๋ยว หากเอาวิธีการเดียวกันจากอังกฤษใช้ก็มักเจอสีหน้ามึนงงเป็นคำตอบกลับมา นั่นแหละเหตุผลที่ว่าทำไมเราควรมีเพื่อนใหม่ (ที่คุยกันเข้าใจ) ต่างแดน...

    ส่วนอีกคนนั้นจะเจอกันในทุกๆ เช้าไม่ว่าวันนั้นแดดออกหรือฝนตก ไม่ว่าวันนั้นการจราจรเบาบางหรือบ้าคลั่ง สำหรับสถานที่ที่เราเจอกันนะหรือ??

    ใครๆ ก็รู้จักและทุกคนต้องเคยเข้าแน่นอน...แมคโดนัลด์ครับ

    ผมเป็นคนติดทำงานร้านกาแฟ ปกติหายใจบนเกาะรวยเชื้อชาติก็ต้องมาละเลียดตัวหนังสือนอกบ้านเสมอจนเสพความเคยชินนี้มาหลายปีแล้ว ก็ข้อเขียนของผมแต่ละวันช่วงยูโรนั้นทั้งหมดหากไม่เบ่งออกมาในรถไฟก็คลอดในร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดัง

    เพื่อนคนนี้รุ่นลุงแล้ว แกพอสปีกอิงลิชได้บ้าง (บ้างจริงๆ) หากอีกนั่นแหละอันไหนไม่เข้าใจก็อาศัยภาษามือเสริม ผมจะมีที่นั่งประจำซึ่งติดกับลุงในทุกๆ เช้า หลายครั้งก็ต้องไหว้วานให้ลุงช่วยดูโน้ตบุ๊กกับเป้สะพายหลังให้ตอนที่จะเข้าห้องน้ำเนื่องจากที่ปารีสนั้นมีกิตติศัพท์ในด้านลบเกี่ยวกับมิจฉาชีพหนาหู

    ลุงจะมาถึงร้านราวแปดโมงเช้าแล้วออกไปตอนสิบโมงเช้าเกือบทุกวัน

    ความจริงก็คือตอนเจอกันวันแรก ด้วยความที่ติดนิสัยจากอังกฤษคือสามารถทิ้งคอมพิวเตอร์ไว้บนโต๊ะแล้วลุกไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหายก็เลยโดนดุไปหนึ่งสวด

    ''ต่อไปอย่าวางของแบบนี้อีก คุณจะโดนขโมยรู้มั้ย จะไปไหนก็ให้เอาไปด้วยเสมอ'' ลุงพูดจริงจัง

    ผมได้แต่ก้มโค้งน้อมรับคำเตือนด้วยความยินดี มันไม่เท่หรอกในการที่คุณจะยอมให้คนแปลกหน้ามาทำตัวเป็นพ่อแม่เรา หากมันก็คือการหยิบยื่นมิตรภาพแขนงหนึ่ง เนื่องจากหากเขาไม่แคร์ก็คงไม่มาสนใจหรอก

    30 วัน 50 เกม 107 ประตู และกว่า 5,000 กิโลเมตรเป็นยอดสรุปของยูโร 2016 ที่ผ่านมา ขณะกระแทกแป้นจนถึงบรรทัดนี้ก็ยังเหลืออีกหลายชั่วโมงมากกว่าคู่ชิงประจำปีนี้บรรเลงแข้งหากถึงหลักไมล์ท้ายๆ นี้ ก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกที่ใครคนหนึ่งจะไม่เคยหวนเหลียวกลับไปแลรอยเท้าที่เคยย่ำฝ่ามา

zoom

หนึ่งในความทรงจำคือการได้มีโอกาสสัมผัสอีกวิถีแห่งวัฒนธรรมตามฉบับชาวแอลเบเนีย

 

    รอยเท้าแรกๆ หอบแฮกอยู่แถวสต๊าด เดอ ฟร้องซ์ จำได้ว่าไปทำข่าวป้ายบัตรนักข่าวแต่กว่าจะหาทางเข้าเพรสเจอก็ต้องเดินวนรอบ

    รอยเท้าต่อๆ มาก็ขึ้นเหนือลงใต้ตลอด บางวันใช้ชีวิตภายในเจ้าหนอนเหล็กเทเจเว (TGV) พอๆ กับใต้ชายคาที่ซุกหัวนอน ก็ยังพอทำให้เรียนรู้นิสัยใจคอของชาวฝรั่งเศสมากขึ้นตามลำดับ

    หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งผมซื้อมาติดตัวไว้ก่อนมาบอกเล่าถึงวิถีทั้งสุกและดิบของชนชาติที่มีสัญลักษณ์ตราไก่ไว้หลายหัวข้อ ก็หนึ่งในนั้นอย่างที่เคยเขียนแนะนำ ''ไปหาเศสหาเลย'' ว่า ''คนฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับอาหารมากกว่าเซ็กซ์''

    ยอมรับครับอาหารที่นี่อร่อย

    อีกหัวข้อก็บรรยายว่าคนฝรั่งเศสไม่ค่อยขยัน ทุกวันศุกร์ก็จะทำแค่ช่วงเช้า พอตกบ่ายก็ตอกบัตรออกกันแล้ว นอกจากนั้นตามร้านรวงต่างๆ ก็จะมีที่ปิดพักช่วงระหว่างบ่ายสองจนถึงหกโมงเย็น

    อันนี้ก็เป็นจริงเพราะร้านอาหารหลายร้านจะไม่ให้บริการทั้งวัน คือหากไปสายกว่ามื้อเที่ยงก็ต้องรอดินเนอร์เลย ซึ่งไม่ตรงกับนิสัยคนไทยอย่างเรา!!

    ต่อมาก็สาธยายว่าพนักงานตามร้านต่างๆ จะไม่ยึดถือคติตามตำราการตลาดที่สอนกันมาแต่โบราณ ''customer is the king''

    บางทีไปอาจจะไม่เห็นรอยยิ้มจากบริกรชายหรือหญิงก็จงอย่าแปลกใจ บางทีไปก็ต้องรอนานกว่าจะได้เมนูหรือออร์เดอร์ที่สั่ง ก็ให้ท่องจำไว้ว่าคนฝรั่งเศสเป็นแบบนี้

    ยูโรหนนี้ถือเป็นการทำข่าวประเภททัวร์นาเมนต์ครั้งที่สี่ของผม ไล่ตั้งแต่โกปา อเมริกา ปี 2007, ยูโร 2012 ที่โปแลนด์ (ร่วมยูเครน) และสองปีก่อนเวิลด์ คัพ บนผืนแผ่นดินแซมบ้า

    ถามว่าชอบอะไรมากที่สุด??

    ''ก็ชอบเท่าๆ กันหมดล่ะครับ ทุกอย่างล้วนมอบประสบการณ์งดงาม มีความทรงจำสีจางๆ ให้ได้นึกถึง พลางอมความสุขตามกระพุ้งแก้ม ได้เดินทาง ได้ท่องโลก ได้เจอมิตรสหายใหม่''

    ฮ่าาา... คงกระอักกระอ่วนนะครับขืนตอบคล้ายดาราอย่างนี้

    เอาว่าหนนี้สบายที่สุดแล้วจากสามครั้งก่อนนี้ ด้วยความเป็นฝรั่งเศสด้วย ซึ่งถือว่าพัฒนาแล้ว การเดินทางก็ง่าย อาหารการกินก็บริบูรณ์ (ยกเว้นคืนหนึ่งที่นีซ) คือเอาไปเทียบกับโกปา อเมริกา ที่เวเนซุเอลาเป็นเจ้าภาพเมื่อ 9 ปีก่อน คงต้องเอาสิบมาหาร

    ''ระวังนะออกไปข้างนอกตอนกลางคืน คุณอาจโดนยิงได้'' ขู่ด้วยวาจาไม่พอ เจ้าหน้าที่โรงแรมก็ยังทำท่ายกปืนมาสาดกระสุนใส่

    เออ ดีเนอะ มาเกาะติดสนามบอลหรือมาสมรภูมิทำสงครามกันแน่

    ที่จำไม่ลืมอีกเรื่องคือช่วงท้ายของการแข่งขัน ยิ่งกว่าถูกหวยเลขท้ายสองตัวซะอีกหลังเดินท่อมๆ เจอร้านจีนจนได้ คืออดอยากปากแห้งมานาน กินแต่อาหารท้องถิ่นซึ่งทุกวันก็เลี่ยน พวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขนไปหลายแพ็กก็หมดลงทั้งที่ยังไม่พ้นครึ่งทาง

    ''ก๊าบๆๆๆๆ'' ผมทำเสียงพร้อมตีปีกพรึ่บๆ ด้วยความที่อารมณ์นั้นอยากสวาปามเป็ดทั้งตัว

    อืมมมมม สุดท้ายจานที่เสิร์ฟวางตรงหน้าเป็นไก่!!!!

    อีกทัวร์นาเมนต์ที่ภูมิใจก็ย่อมเป็นบราซิล อาจตะบันชีวิตทรหดไปหน่อยด้วยความเป็นประเทศที่ยังล้าหลัง อีกทั้งการเดินทางก็ต้องจับเครื่องบินว่าเล่นกรณีข้ามเมืองตลอดจนถึงด้วยความที่ช่องว่างเวลากับไทยห่างถึง 10 ชั่วโมงจึงต้องปลุกตัวเองทุกเช้าตรู่เพื่อเร่งพิมพ์งานส่ง

    หากนั่นแหละคือรสชาติหนึ่งที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน

    ปะแล่มๆ ไปบ้างแต่สุดท้ายก็เคี้ยวได้เอร็ดอร่อย

    เคยได้ยินคำกล่าวนี้กันมั้ย ''เรื่องที่คนเราอยากจำดันลืม ส่วนเรื่องที่อยากลืมดันจำ...''

    ใช่ครับ - มันคืออีกนิยามของความรัก

    อย่างไรก็ตาม เชื่อเถอะขึ้นชื่อว่ามนุษย์ลองอยากยัดเรื่องราวใดใส่สมองแล้วเซฟเก็บไว้ ต่อให้นานแค่ไหนก็ยากจะลบเลือนโดยเฉพาะเรื่องที่รู้สึกชอบหรือประทับใจ 

    ผมเคยเขียนบ่อยๆ ว่าขึ้นชื่อว่าการเดินทางจะสั้นหรือยาวก็ล้วนแต่ทำให้ตื่นเต้น หนึ่งเดือนผ่านไปยกพื้นรองเท้ามาส่องก็พบรอยสึกหรอตามประสา มีอุปสรรคกับดักที่ทำให้เหนื่อยล้าแน่ อยากนอนตื่นสาย อยากพัก ไม่อยากทำงานก็มีแวบเข้ามาแน่

    พรุ่งนี้ ''ไปหาเศสหาเลย'' จะมาเจอกันเป็นหน้ากระดาษสุดท้ายครับ

    ความทรงจำยังสีเข้มมากนับจากรอยเท้ารอยแรกๆ

    เปล่า - ผมไม่ได้หมายถึงแค่ยูโรคราวนี้ ก็ผมยังคงขบขับใส่ตัวเองเป็นประจำว่าเราเลียนเสียงเป็ดเพี้ยนขนาดนั้นเลยหรือ คนเวเนซุเอลาถึงเอาไก่มาเสิร์ฟ!!!

ไก่ป่า