อังคาร ที่ 12 กรกฏาคม 2559 23:51 แชมป์ประวัติศาสตร์ของโปรตุเกส

View Share
SHARE

ฟุตบอลไม่เคยยอมให้เราคาดเดามันได้บ่อยนัก “ฉันใดก็ฉันนั้น” 

แชมป์ประวัติศาสตร์ของโปรตุเกส

    ฟุตบอลไม่เคยยอมให้เราคาดเดามันได้บ่อยนัก “ฉันใดก็ฉันนั้น” 

    เช่น ยูโร 2016 ที่ปิดฉากลงหมาดๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน มันพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ยอดทีม’ กับ ‘แชมเปี้ยน’ นั้นแตกต่างกัน 

    และก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้โลกเริ่มกลับมามองในจุดเดิมๆที่ว่า “ฟุตบอลไม่จำเป็นต้องสวยงามเสมอไป” หลังที่ผ่านมาสองทัวร์นาเมนต์ของศึกชิงแชมป์ทวีปยุโรปทำเอาใครต่อใครใคร่ต่อบอลตามช่องให้งดงามอย่างเยี่ยงสเปน

    มาครั้งนี้ฟุตบอลปฏิเสธความสวยงาม ร้องยี้ใส่ความแข็งแกร่งและไม่ยอมแม้กระทั่งชายตาให้กับความสร้างสรรค์ทั้งหลายทั้งมวล ตรงกันข้ามมันฉีกยิ้มยินดีต้อนรับ ‘ugly football’ อย่าง โปรตุเกส  

    ก่อนที่จะไปว่าถึงเนื้อหาสำคัญ เหนือสิ่งอื่นใด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และผองเพื่อน คงต้องกล่าวคำ ‘MERCI BEAUCOUP’ ดังๆ ขอบคุณไปยังมองซิเออร์ มิเชล พลาตินี่ ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการวิ่งเต้นเพิ่มจาก 16 เป็น 24 ทีมในทัวร์นาเมนต์นี้ 
ถ้าไม่มีอดีตประธานยูเอฟ่าที่กำลังต้องโทษโดนแบนอยู่ ป่านนี้ทัพ ‘ฝอยทอง’ ที่ได้อันดับ 3 ของกลุ่มเป็นได้ม้วนหน้ากลับบ้านไปนานแล้ว 

    ขุนพลโปรตุกีสเอาชนะใครไม่ได้เลยในเส้นทางรอบแรก ซึ่งคิดดูแล้วก็น่าตกใจอยู่ไม่น้อยที่พวกเขาเข่นทีมอ่อนชั้นกว่าอย่าง ออสเตรีย,ไอซ์แลนด์ และ ฮังการี ไม่ลงเลย 

    ฟอร์มแต่ละนัดเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์เอาชนะคู่แข่งใน 90 นาทีได้แค่เกมเดียว แต่สุดท้ายพวกเขาก็พลิกล็อคล้มทีมเจ้าภาพฝรั่งเศสและคว้าแชมป์มาครองอย่างยิ่งใหญ่ ดังเช่นที่ แฟร์นานโด ซานโต๊ส กุนซือของทีมได้ให้คำมั่นไว้กับแฟนๆ 

    ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องฟอร์มการเล่น ซานโต๊ส ยอมรับว่าทีมชุดนี้ของเขาไม่ได้เล่นสวยงามอะไร แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเขารับปากว่าจะเอาถ้วยแชมป์มากำนัลแด่ชาวโปรตุกีสทุกๆคน 

    และเขาทำก็ ‘สำเร็จ’ ซึ่งมันกลายความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จธรรมดาๆ หากแต่เป็น ‘ครั้งประวัติศาสตร์’ เลยทีเดียว  

     ก่อนหน้านี้โปรตุเกสไม่เคยเป็นแชมป์รายการใหญ่ใดๆมาก่อนเลย นับแต่ก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลเมื่อปี 1914 ที่เมืองลิสบอนเป็นต้นมา โดยความสำเร็จสูงสุดก่อนจะเถลิงบัลลังก์แชมป์ที่ สต๊าด เดอ ฟร๊องซ์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ ก็คือรองแชมป์ยูโรปี 2004 ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ และอันดับ 3 ฟุตบอลโลก เมื่อ 50 ปีก่อน 

    ย้อนกลับไปในต้นยุค 90 โปรตุเกส ได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้สวยงามพริ้วไหว จนสื่อพากันตั้งฉายาว่า ‘บราซิลแห่งยุโรป’ 

    ยุคนั้น โปรตุเกส ประสบความสำเร็จอย่างสูงในฟุตบอลระดับเยาวชน โดยคว้าแชมป์เยาวชนโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ได้สองสมัยติดกันในปี 1989 และ 1991 

    จากความสำเร็จนั้นทั่วโลกต่างจับตามองว่าอีกไม่ช้าไม่นาน โปรตุเกส จะก้าวขึ้นมาเขย่าวงการลูกหนังโลกเพราะอุดมไปด้วยดาวรุ่งชั้นเลิศมากมายจากทั้งสองชุดแชมป์ 

    กระทั่งช่วงปี 1994–2006 พวกเขาได้สร้างทีมที่ดีที่สุดขึ้นมาจนถูกเรียกขานว่า  ‘Golden generation’  ซึ่งมียอดแข้งอย่าง หลุยส์ ฟิโก้,รุย คอสต้า,นูโน่ โกเมส,แฟร์นานโด เคาโต้,ริการ์โด้ ซา ปินโต้,เชา ปินโต้,เปาโล ซูซ่า,แซร์โจ้ คอนไซเซา,บิคเตอร์ บาย่า รวมถึง อาเบล ซาเวียร์ 

    แต่กลับกลายเป็นว่าฟุตบอลสวยงามที่ โปรตุเกส ยึดถือมาตลอด บวกกับขุนพลชุด ‘Golden generation’ ไม่อาจตอบสนองออกมาเป็นความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง 

    ยุคนั้นโปรตุเกสชุดที่ว่ากันว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาทำได้แค่ ‘เกือบ’ เท่านั้น 

    พวกเขาไปไม่ถึงดวงดาวในทัวร์นาเมนท์ใหญ่ ต้องเก็บข้าวของกลับบ้านเสียทุกครั้งเมื่อถึงเวลาชี้เป็นชี้ตาย และสิ่งเดียวที่พวกเขาได้รับคือเสียงชื่นชมถึงแนวทางการเล่นอันเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ         

    ยูโร 2000 ตกรอบรองชนะเลิศ และมาได้รองแชมป์ในอีก 4 ปีต่อมาที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ ส่วนฟุตบอลโลก 2006 ที่ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งชุดที่ดีที่สุดซึ่งประกอบด้วย ฟิโก้,เดโก้,คาวัลโญ่,เปาเลต้า,มานิเช่ และ โรนัลโด้ ตอนเป็นดาวรุ่ง ก็ไปได้ไกลสุดแค่รอบรองชนะเลิศ 

    ว่ากันว่าหลังจากผ่านพ้นฟุตบอลโลกที่เยอรมันนั้น ทีมชาติโปรตุเกสคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะสร้างเจเนอร์เรชั่นชั้นยอดขึ้นมาได้อีก และมันยากมากๆหากจะฝันถึงแชมป์รายการใหญ่อย่างยูโร หรือ ฟุตบอลโลก 

    จนกระทั่งมาถึง ยูโร 2016 นี้ ก็ไม่ได้มีใครคาดหวังมากนักว่าพวกเขาจะไปได้ไกลกว่าที่เคยๆ มิหนำซ้ำยังวิจารณ์กันว่าโปรตุเกสชุดนี้ขี้เหร่กว่าชุดเมื่อ 12 ปีที่แล้วมาก 

    ไม่เฉพาะแค่รอบแรกที่แย่ แต่ โปรตุเกส แย่ทั้งแต่สตาร์ทนัดแรกในรอบคัดเลือก 

    พวกเขาแพ้ อัลเบเนีย คาบ้านตัวเอง 0-1 เป็นเหตุให้ เปาโล เบนโต้ โดนปลดออกจากตำแหน่ง ก่อนที่ ซานโต๊ส จะเข้ารับงานแทนเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2014 แต่ฟอร์มก็ไม่ได้เฉียบขาดขึ้นอย่างที่ทุกคนคาดหวัง 

    รอบคัดเลือกนัดต่อมาพวกเขาบุกไปเฉือนชนะ เดนมาร์ก หวุดหวิด 1-0 จากประตูชัยของ โรนัลโด้ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+5 จากนั้นก็ค่อยๆไล่เฉือนคู่แข่งร่วมกลุ่มมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคว้าแชมป์กลุ่มมาครองได้โดยที่ตลอด 8 นัดในรอบคัดเลือกนั้นไม่เคยชนะใครด้วยผลต่างประตูเกิน 1 ลูก 

    มองจากจุดนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ซานโต๊ส ได้เปลี่ยน โปรตุเกส ให้กลายเป็นทีมที่ฟุตบอลแบบเน้นผลการแข่งขัน ไม่คำนึงถึงความสวยงาม หากแต่ทดแทนด้วยความเขี้ยวในการเล่นเกมรับ ซึ่งก็ต้องขอบคุณเซนส์ทางด้านการดีเฟ้นด์ของกุนซือวัย 61 ปีด้วย 

    ฐานะที่เป็นอดีตกองหลัง ซานโต๊ส จึงเชี่ยวชาญการจัดวางกลยุทธ์การเล่นเกมรับเป็นพิเศษและนั่นเองทำให้มากมายหลายเกมที่พวกเขาไม่เสียประตู 

    กระนั้นก็ยังไม่มีใครคิดว่าพวกเขาดีพอจะเป็นแชมป์ 

    ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม โปรตุเกส มีอัตราต่อรองแชมป์อยู่ที่แทง 1 จ่าย 17 ซึ่งเชื่อว่าคงมีไม่มากนักที่ไปพนันเพิ่มหลังผ่านรอบแรกว่าพวกเขาจะเป็นแชมป์ 

    แต่ก็อย่างที่จั่วหัวไว้ข้างต้นนั่นแหละครับ “ฟุตบอลไม่เคยยอมให้เราคาดเดามันได้บ่อยนัก” และคราวนี้มันเลือกมอบแชมป์ให้โปรตุเกส 

    ถามว่าเขียนมาถึงบรรทัดนี้นั่นหมายความว่า “ผมมองโปรตุเกสว่าไม่สมควรเป็นแชมป์อย่างนั้นหรือ ?” 

    เปล่าเลยครับ ไม่ซักนิด ตรงกันข้ามผมมองว่าทีมแบบนี้แหละที่เหมาะสมกับการจะเป็นแชมป์ในระบบทัวร์นาเมนต์ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ยอมควัก 5 ยูโร แล้วเดินเข้าร้าน sportium ฝั่งตรงข้ามบ้านที่มาดริด เพื่อแทงข้างพวกเขาว่าจะเป็นแชมป์หรอก 

    บอลจะเป็นแชมป์ต้องมีดวง ไม่ต้องเล่นดีมาก ติดๆขัดๆ ถูลู่ถูกัง ไป แต่ต้องเหนียวแน่น แพ้ยากแพ้ช้า ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ โรนัลโด้ แอนด์ โค มีครบถ้วน 

    ทว่าเหนือสิ่งอื่นใดแล้วที่ทำให้ ‘ugly football’ อย่างพวกเขาเป็นแชมป์ได้คือ “พลังใจอันแข็งแกร่ง”

    เราอาจเห็นสิ่งนี้ไม่ชัดเจนในเกมรอบแรก แต่นี่คือสิ่งที่ โปรตุเกส มีในนัดชิง และมันสำคัญตรงที่ ฝรั่งเศส ไม่มี

    ยามคับขัน เมื่อ โรนัลโด้ ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างบาดเจ็บออกไปตั้งแต่ต้นเกม หากจิตใจไม่ห้าวหาญหนักแน่น ป่านนี้คงโดนทัพ ‘ตราไก่’ ไล่บี้กระเจิงไปแล้ว 

    นอกจากนี้ความเชื่อมั่นก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ณ ขณะที่ โปรตุเกส เสีย โรนัลโด้ ไป แทนที่ ดิดิเยร์ เดชองส์ จะอาศัยความได้เปรียบเชิงสถานการณ์สั่งให้ลูกทีมซึ่งเหนือกว่าเดินหน้าบดขยี้ยิงประตูเสียแต่เนิ่นๆ เขากลับยึกยัก

    ฝรั่งเศส ระมัดระวังเกินไปจนถูก โปรตุเกส ที่ถนัดอยู่แล้วในการเล่นเกมยาวๆดึงเข้าสู่ช่วงต่อเวลาซึ่งแน่นอนว่าในฐานะเจ้าภาพและทีมที่เหนือกว่าย่อมกดดันมากกว่า 

    และลูกยิงประวัติศาสตร์ก็มาถึง นาทีที่ 109 เอแดร์ ดาวยิงตัวสำรองสับไกจากนอกกรอบผ่านมือ อูโก้ โยริส ตุงตาข่ายเป็นการฝังฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์ 

    ประตูนี้บอกได้เลยว่าอาศัยทักษะไม่มากเท่ากับความเชื่อมั่นของคนยิง 

    ดาวยิงวัย 28 อาจไม่ใช่ผู้เล่นที่เก่งกาจนัก แต่เมื่อคืนวันอาทิตย์จากการกระตุ้นของ โรนัลโด้  ทำให้เขาเล่นด้วยความเชื่อมั่นว่าตัวเองก็สามารถยิงประตูได้    

    เมื่อตอนจบไมเป็นอย่างที่วาดหวัง ขุนพลฝรั่งเศสคงนึกถึงช่วงเวลาที่เสียไปตลอดเกือบ 80 นาทีที่คู่ชิงของพวกเขาต้องเล่นโดยปราศจากนักเตะที่ดีที่สุด 

    ทว่าเวลามันเรียกคืนกลับมาไม่ได้เสียแล้ว ฝรั่งเศส พ่ายต่อหน้าแฟนๆในสนามที่พวกเขาเคยประกาศศักดาครองแชมป์โลกเมื่อปี 1998

    ด้าน โปรตุเกส กลายเป็นชาติที่ 10 ที่ได้แชมป์ ทั้งยังดำเนินรอยตามสถิติของฟุตบอลยูโรที่ว่าในทุกๆ12 ปี จะต้องมีแชมป์หน้าใหม่เกิดขึ้น แม้ว่าแนวทางการเล่นจะเป็น ‘ugly football’ แม้จะไม่ใช่ทีมชุด ‘Golden generation’

    แต่สิ่งที่พวกเขามีอย่างเต็มเปี่ยมและถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของแชมเปี้ยนคือ 

    ‘fighting spirit’ พลังใจอันแข็งแกร่ง และ จิตวิญญาณของนักสู้ 

เจมส์ ลา ลีกา