พุธ ที่ 13 กรกฏาคม 2559 17:01 โด้,ดาร์ก และ ดราม่า 

View Share
SHARE

บทสรุปของยูโร 2016 ไม่จบด้วยฉากโรแมนติกอย่างที่แฟนเจ้าภาพ ฝรั่งเศส ตั้งหน้าตั้่งตารอ

 

    กลายเป็นหนังดรามา เรียกน้ำตาท่วมจอ พระเอกตายตอนจบ สะท้อนชีวิตจริงยิ่งกว่าอะไร 

    ก่อนลงสนาม ฝรั่งเศส ถูกมองว่าเป็นต่อ เนื่องจากสไตล์ฟุตบอลที่เน้นเกมบุก ดูจะสร้างความประทับใจให้ชาวโลกได้มากกว่า 

    แต่ในแง่ของแทคติกและการวางแผนรับมือ ทีมม้ามืดอย่างโปรตุเกส พิสูจน์ให้เห็นตลอดเส้นทางว่าพวกเขาไม่ได้มาเล่นนัดชิงเพื่อการเป็นรองแชมป์ 

    มันไม่ผิดไปจากที่ผมเคยนิยามฟุตบอลของโปรตุเกสชุดนี้ว่า "ดาร์กที่สุด" ในยูโร 2016 

    ความหมายของ "ดาร์กที่สุด" ไม่ใช่ห่วยที่สุด อุดที่สุด ทำตัวน่าเบื่อที่สุด หรือเล่นเกเรที่สุด แต่มันคือการจับอย่างละนิดอย่างละหน่อยที่ว่า มาคลุกเคล้ารวมกันจนกลายเป็นยำ เอ๊ย ความ "ดาร์ก"ในมิติของการเล่น 

    พวกเขาไม่ใช่ทีมที่เล่นเกมรับแบบใส่เกียร์ถอยหลังอย่างเดียว แนวของแบ็กโฟร์ไม่ได้ยืนต่ำ ทำตัวประหนึ่งทีมรองบ่อนอย่างไอร์แลนด์เหนืออะไรอย่างนั้น แต่เกมรับของโปรตุเกส อาศัยการบีบกระชับพื้นที่ระหว่างแนว  รับเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม  ยกเว้นแมตช์เสมอ 3-3 กับฮังการี พวกเขาเสียอีกแค่สองประตู 

    คู่แข่งทีมไหน หรือนักเตะคนไหนที่ว่าฮอตๆ ร้อนแรงก่อนเจอกับโปรตุเกส มีอันโดนจับแช่ช่องฟรีซ กระดิกไม่ออกแทบทุกรายไป 

    การฆ่าตัดตอนตัวเก่งของฝ่ายตรงข้าม คือความชำนาญของเฟร์นานโด ซานโต๊ส กุนซือเขี้ยวลากดิน

    อย่างที่เห็นมาตั้งแต่เข้ารอบน็อกเอาท์ โปรตุเกส รีดพิษโครเอเชีย ได้ผลชะงัด ทีมที่เพิ่งคว่ำแชมป์เก่า สเปน มาอย่างหล่อ ไม่มีสิทธิ์หลุดเข้าไปยิงตรงกรอบเลยแม้แต่ครั้งทั้ง 120 นาที

    อย่างที่เห็นในเกมกับเวลส์ ที่ไม่ว่าคริส โคลแมน จะส่งกองหน้าคนไหนลงมา ก็โดนลักพาตัวหายเข้ากลีบเมฆ 

    และอย่างที่เพิ่งเห็นไปสดๆ ร้อนๆ ว่าอองตวน กรีซมันน์, ดิมิทรี ปาเยต, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ รวมถีงปอล ป็อกบา พากันดับสนิทแม้ว่ามันคือแมตช์สำคัญที่อาจผ่านมาครั้งเดียวในชีวิต 

    ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเพราะคีย์แมนเหล่านี้โดนเสกของ จนงัดฟอร์มเก่งไม่ออก แต่เครดิตต้องยกให้แทคติกของซานโต๊ส ซึ่งได้ผลอย่างน่าสะพรึง

    ความ "ดาร์ก" อีกอย่างของโปรตุเกส คือการเข้ารอบมาแบบเครื่องบินรบล่องหน หรือเจ้า "สเตลท์"  ไม่มีใครจับตาแต่กลับยิ่งดีวันดีคืน 

    จากผลงานแย่สุดขีดในสามนัดรอบแบ่งกลุ่ม แต่มองในแง่ดีคือมันมีช่องว่างให้ซานโต๊ส ปรับแต่งแก้ไขจนกระทั่งพบทีม และระบบที่ลงตัวมากที่สุด 

    หมาก 4-4-2 ไดม่อนด์ เป็นอะไรที่โป๊ะเชะมากกับตัวผู้เล่นชุดนี้ ตั้งแต่กลางรับ วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ มีตัวช่วยไล่อย่างเรนาโต้ ซานเชซ, อาเดรียน ซิลวา รวมถึง เจา มาริโอ ไปจนกระทั่งกองหน้า โรนัลโด้ กับ นานี่ ทั้่งเร็ว, คล่อง, เทคนิคเป็นเลิศ 

    โปรตุเกส พีกมากๆ ในรอบตัดเชือกกับเวลส์ 

    แต่ในเวลาเดียวกัน ผมไม่สามารถพูดว่าฝรั่งเศส เล่นได้พีกในรอบที่แล้วกับเยอรมัน 

    โดยรูปเกม พวกเขาเป็นรอง เก็บบอลสู้ไม่ได้ แต่อย่างที่เคยวิเคราะห์ว่ามันมีจุดเปลี่ยน และว่าเยอรมัน มาแบบไม่ฟูลทีม 

    ยังคิดด้วยซ้ำว่าดิดิเย่ร์ เดสชองส์ จะปรับทีมหรือไม่ โดยการส่งเอ็นโกโล่ ก็องเต้ เพื่อขันแดนกลางให้ได้เปรียบ

    แต่เปล่า เดสชองส์ ยังจัดทีมชุดเดิมมาตั้งแต่เกมถล่มไอซ์แลนด์ 5-2 ต่อด้วยชนะเยอรมัน 2-0 โดยใช้หมาก 4-4-2 สลับกับ 4-2-3-1 

    ปอล ป็อกบา คงยืนคู่กลางกับแบลส มาตุยดี้ ส่วน ดิมิทรี ปาเยต กับมุสซ่า ซิสโซโก้ เป็นตัวริมเส้นซ้าย-ขวา

    พอเข้าใจว่าเดสชองส์ อยากได้ประสิทธิภาพของกรีซมันน์ มากที่สุดจากการเล่นด้านใน มากกว่าตัวข้าง หลังจากทำไปสามประตูในสองนัดที่ผ่านมา และ 6 ลูกก่อนเข้าสู่รอบชิง 

    ขณะที่ความสงสัยส่วนตัวผมว่าถ้าฝรั่งเศส จัดหมากมาลุยแบบ 4-4-2 พวกเขาอาจไม่ได้เปรียบโปรตุเกส ในการคุมเกมแดนกลาง 

    ปอกบา-มาตุยดี้ อาจเจอกับ ซานเชซ-อาเดรียน-เจา มาริโอ สามคนของโปรตุเกส 

    หรือถ้ากรีซมันน์ ถอยมาช่วยอีกคน วิลเลี่ยม คาร์วัลโญ่ ก็ตามเป็นเงา กลางฝรั่งเศส เจอสถานการณ์ 3 v 4

    เดสชองส์ แก้จุดอ่อนนี้ด้วยวิธีที่คาดไม่ถึง โดยการไฟเขียว มุสซ่า ซิสโซโก้ เป็นตัวฟรี 

    จากตำแหน่งตัวริมเส้นด้านขวา แต่ ซิสโซโก้ กลับวิ่งพล่านไปทั่วสนาม ทั้งหุบมาเล่นกลาง ถอยต่ำไปล้วงบอล และเป็นคนพาขึ้นไปทำเกม สร้างโอกาสได้มากที่สุด

    นี่ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกันที่ซิสโซโก้ ได้รับคะแนนความสามารถสูงที่สุดในบรรดานักเตะฝรั่งเศส และกลบรัศมีตัวรุกที่เป็นความหวังอย่างปาเยต หรือ กรีซมันน์ 

    มันคือแท็คติกที่ถูกดีไซน์มาล่วงหน้าโดยเดสชองส์ 

    ความขยันและพละกำลังของซิสโซโก้ ที่หุบมาเล่นข้างใน ทำให้กลางของฝรั่งเศส มีตัวเพิ่มขึ้น และได้ครองบอลคุมเกมสมความตั้งใจ แต่ปัญหาก็คือเกมรุกซีกขวาแทบจะเป็นอัมพาต เพราะไม่มีตัวที่ปักหลักเล่นประจำ 

    ผลตามมาหนีไม่พ้นโปรตุเกส ถ่ายเทน้ำหนักในเกมรับไปอยู่ฝั่งปาเยต (ด้านซ้ายของฝรั่งเศส)  กับการบีบแดนกลางให้แน่น 

    สถิติบอกว่าฝรั่งเศส ขึ้นเกมรุกด้านซ้ายมากถึง 41 % แต่ก็ไม่ค่อยเวิร์ก ปาเยต ไม่มีพื้นที่หรืออิสระในการตัดเข้าในเหมือนนัดแรกๆ กลายเป็นเป้านิ่งของตัวประกบอย่างเซดริค โซอาเรส จนถูกเปลี่ยนออกคนแรกตั้งแต่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และใช้ความเร็วของคิงสลี่ย์ โกมัน ซึ่งได้น้ำได้เนื้อกว่า 

    อิสระของซิสโซโก้ มีส่วนทำให้ปาเยต โชว์ฟอร์มไม่ออก ผมไม่รู้ว่ามันคุ้มกันหรือเปล่าสำหรับฝรั่งเศส 

    ในเวลาเดียวกัน การติดใจยัดกรีซมันน์ บุกตรงกลางเหมือนที่ทำได้ในสองเกมก่อนหน้า ก็น่าจะพิสูจน์ว่าเดสชองส์ คิดผิด

    อย่าลืมว่าทีมระดับไอซ์แลนด์ คือบอลคนละเกรด และถึงแม้กรีซมันน์ ยิงเยอรมันได้สองลูก แต่หนึ่งจากจุดโทษ และอีกหนึ่งคือลูกส้มหล่น 

    ในเกม ฝรั่งเศส ไม่ได้เจาะตรงกลางเยอรมัน ง่ายๆ อย่างที่ผลลัพธ์บ่งบอก

    สำคัญกว่านั้น คือกรีซมันน์ กับชิรูด์ เดินไปเหยียบติดกับจุดแข็งโป๊กของโปรตุเกส ตั้งแต่คู่ปราการหลังอย่างเปเป้ กับโชเซ่ ฟอนเต้ และกลางรับ คาร์วัลโญ่ ที่ยังรับบทเซนเตอร์แบ็กทางเลือกอีกคน 

    จากการจัดทีมที่ออกมา เดาไม่ยากว่าฝรั่งเศส เจองานลำบากแน่ ยิ่งเห็นเดสชองส์ ไปฝากความหวังกับซิสโซโก้ ก็น่าจะถามแฟนบอลนิวคาสเซิ่ล เสียหน่อยว่านักเตะคนนี้ จัดเป็นพวกสวยแต่รูป จูบไม่หอม 

    ฤดูกาลที่แล้วเล่นตัวจริงถึง 37 นัดในพรีเมียร์ ลีก ขาดไปแค่เกมเดียว แต่ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมีเพียงหนึ่งประตู กับ 7 แอสซิสต์ (สามในนั้นมาจากเกมนัดเดียวที่ถล่มนอริช 6-2) 

    แปลกใจที่เดสชองส์ เลือกนักเตะที่ตกชั้นไปพร้อมนิวคาสเซิ่ล และไม่อยู่ในสายตามาตั้งแต่แรกจนกระทั่งรอบก่อนรองฯ ว่าจะเป็นหมัดเด็ดใช้น็อกโปรตุเกส 

    แต่อย่างว่า เรื่องของโชคชะตาฟ้าดินไม่เข้าใครออกใคร เพราะแฟนโปรตุเกส เองก็คงไม่คาดหวังกับเอแดร์ ที่จะกลายเป็นฮีโร่ เป็นซูเปอร์ซับ

    บางที พวกเขาอาจเตรียมข้อแก้ตัวสำหรับความพ่ายแพ้ ตั้งแต่เห็นโรนัลโด้ โดนหามออกก่อนครึ่งชั่วโมงแรก 

    ประตูชัยของเอแดร์ ต้องยกนิ้วว่าสมบูรณ์แบบ แม้แฟนฝรั่งเศส คงอดคิดถึงเอ็นโกโล่ ก็องเต้ ไม่ได้ว่าถ้าเขาอยู่ในสนาม อาจช่วยบล็อกหรือผ่อนหนักให้เป็นเบา

    แต่สุดท้าย นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่เฟร์นานโด ซานโต๊ส ทำให้เห็นว่าโปรตุเกส ไม่ได้มีดีแค่โรนัลโด้...

...มาริโน่...