พุธ ที่ 13 กรกฏาคม 2559 22:21 พระเจ้าเลือก'ผู้กล้า'

View Share
SHARE

ฝรั่งเศสแพ้ภัยตัวเอง...

 

    พวกเขาพ่ายแพ้พังพาบคาบ้านคราวนี้ต้องโทษตัวเองสถานเดียว

    นี่คือทีมที่หลายคนยอมรับว่ามีความเป็นสมบูรณ์แบบหากไล่เรียงรายชื่อแต่ละตำแหน่ง ปัจจัยและองค์ประกอบเพียบพร้อมพอๆกับเยอรมัน,สเปน,เบลเยี่ยม ดีกว่าแชมเปี้ยนโปรตุเกสหลายช่วงตัว อีกทั้งความเป็นเจ้าบ้าน กำลังใจเสียงเชียร์มีให้ล้นหลาม อันเป็นแรงส่งต่อให้พวกเขาสามารถทะยานสู่แชมป์ยูโร แต่โลกของฟุตบอลทีมที่ดีที่สุดในสายตาของคนหมู่มากไม่ได้เป็นแชมป์เสมอไป

    ทัพตราไก่วืดแชมป์ครั้งนี้ ถามว่าเพราะอะไร?

    ด้วยขุมกำลังที่สมบูรณ์แทบทุกพื้นที่ทำไมไม่สามารถไปถึงจุดสุดยอดได้?

    เกมนัดชิงฯที่ว่ากันว่าทุกอย่างเข้าทางฝรั่งเศสนับตั้งแต่วินาทีที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ความหวังสูงสุดและที่พึ่งพายามยากหนึ่งเดียวของโปรตุเกสไม่อยู่ในสนามอีกแล้ว แต่ทันใดนั้นกลายเป็นว่าตอนจบมีจุดหักมุมอย่างน่าเหลือเชื่อซะอย่างนั้น

    ครับ มันเกิดขึ้น จบแบบเจ็บปวดของอีกฝั่ง แฟนเจ้าภาพแทบทุกหัวระแหงรับไม่ได้

    ความปราชัยครั้่งนี้มาพร้อมกับการโยนความกดดันให้ใครบางคน

    โค้ชคือผู้นำ โค้ชคือผู้ตัดสินใจ โค้ชคือผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้นหากจะหาแพะมารับบาปนี้ ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ คือคนที่ต้องยืดอกรับผิดชอบมากกว่าใคร

    การตัดสินใจที่ผิดพลาด ความพลาดพลั้งในการเดินหมาก การชะล่าใจหรือประมาทเกินไปว่าเล่นไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็มีช่องว่างให้ควักชัยชนะในเวลา

    แต่เมื่อฟ้ามองลงมา ขณะที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดชะตาว่าใครแชมป์ ผู้กล้าต่างหากที่ชูมือเหนือพวกขี้ขลาดตาขาว

    จากวันนั้นถึงวันนี้ยังเสียดายแทนฝรั่งเศส ขุมกำลังเจ้าภาพมีทุกอย่างที่จะเป็นผู้ชนะในเกม มีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ใบที่3บนบ้านเกิดได้ไม่ยากเลย

    ทว่าการเลือกทางผิดครั้งนั้นส่งผลร้ายแรงต่อตัวเขา ชาติ และ โอกาส

    ไม่แน่เหมือนกันว่าถ้าไม่ใช่นัดชิงชนะเลิศ หรือ เป็นทัวร์นาเม้นต์ยูโรที่ไม่ได้เล่นในดินแดนน้ำหอม บางที เดส์ชองส์ อาจมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่กล้าๆกลัวๆอย่างที่เห็น เปิดหน้าแลกให้ตายกันไปข้างรู้แล้วรู้รอดเลยดีกว่า

    กลายเป็นถูกตราหน้าว่าคนกลัวแพ้

    แต่เอาจริงๆ ด้วยแคแรคเตอร์และบุคลิกส่วนตัว เดส์ชองส์ ไม่ใช่พวกหัวหดในกระดอง จากความเป็นผู้นำสมัยนักเตะ ไม่มีทางเป็นเรื่องใหญ่ขนาดของก้อนเนื้อที่อกซ้ายแน่ๆ หากแต่ในฐานะผู้เล่นกับกุนซือ ความกดดันมันคนละเรื่องกันราวฟ้ากับเหว

    อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของเขา ทำให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมาป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี

    เขาผิดเต็มประตูที่ปอดแหกไม่กล้าสั่งลูกทีมให้ลุยแหลก ฆ่าคู่ต่อสู้ที่ขาดหัวใจสำคัญอย่าง โรนัลโด้ ให้ตายคาเวที ไม่มีโอกาสได้หายใจต่ออีก

    เขาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างนั่งทำงานอยู่ข้างสนาม สังเกตุสีหน้าเขาสิครับว่ามีแต่ความกังวล

    ศาสตร์ลูกหนังของเขาหาได้ทำให้ประชาชนคนทั้งชาติเชื่อมั่นได้เลยว่าท้ายสุดแล้วถ้วยโทรฟี่ที่ถวิลหาจะตกอยู่ในอุ้งมือไม่ใช่การครอบครองของโปรตุเกส

    ต่อให้บอกว่า ลูกโหม่งเกือบมุดใต้คานของ อองตวน กรีซมันน์ ที่โดนเซฟ จังหวะตวัดยิงของ อังเดร ปิแอร์ ชีญัก ที่ไปจูบเสา ลูกยิงตรงกรอบหลายครั้งของ มุสซ่า ซิสโซโก้ และ ฯลฯ นั่นคือการไร้โชคของ ฝรั่งเศส แต่กระนั้นภาพรวมทั้งหมดทั้งมวล มันคือฟอร์มการเล่นที่น่าอึดอัดลูกตาสำหรับแฟนบอลเหลือเกิน

    อาวุุธครบมือแต่ใช้ไม่เป็น

    มัวแต่เก้ๆกังๆ บุกไม่เต็มตัว

    จะรับให้แน่นก็ไม่ชัวร์

    ครองบอลเพื่อพยายามหาช่องเจาะก็ไม่เชิง

    ทั้งๆที่ฝ่ายตรงข้าม ตั้งรับรอโดนอย่างเดียวแต่ดันไม่ขยี้ให้แหลกเหลว

    ทั้งๆที่คู่ต่อสู้เคาะบอลไปมาในแดนตัวเองไปเรื่อยๆ แต่ไม่คิดบีบสูง กดดัน ไล่บี้ เอาบอลคืน เพื่อเปลี่ยนจังหวะบุกจู่โจมเข้าใส่

    เน้นความแน่นอนทำไม?

    เพราะอะไรถึงไม่ยอมกล้าได้กล้าเสีย?

    ไม่รู้ซิครับ ผมรู้สึกว่า เดส์ชองส์ ฝืนธรรมชาติมากไป ล้มเหลวเนื่องจากดื้อรันเกินควร ทีมชุดนี้มีประสิทธิภาพมากพอที่จะเล่นเกมรุกหลากหลาย แต่ไอเดียบ้าๆของเขาทำลายเกมของตัวเอง

    การจัดผู้เล่น11คนแรกหรือการเปลี่ยนตัวก็เป็นจุดหนึ่งที่ตำแหน่งเก้าอี้อันทรงเกียรติของเดส์ชองส์มีเครื่องหมายคำถามตามมา

    เมื่อ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หมดมุขเล่นไม่ออก เขาควรส่ง อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่คนละสไตล์ลงเล่นก่อน อันเดร ปิแอร์ ชีญัก ที่ทรงเหมือนกัน

    สำหรับผม ยังไงไอ้หนูแมนฯยูไนเต็ดน่าจะสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้มากกว่า ชีญัก

    ปอล ป็อกบา นี่ก็อีกคนที่เสียของ ลดทอนศักยภาพของนักเตะไปเยอะมาก เมื่อถูกกดบทบาทให้เป็นกองกลางเชิงรับปักหลักอยู่หน้าคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ

    นี่คือมิดฟิลด์จอมพลัง พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความบ้าระห่ำ เป็นกองกลางที่โคตรครบเครื่องไปกับบอลได้ดี มีอาวุธเด็ดอยู่ที่การยิงไกล

    แต่เดส์ชองส์คิดเพี้ยนๆอีกอย่าง มอบหมายภาระหน้าให้ป็อกบาเล่นเกมรับมากกว่าเกมรุก ทั้งๆที่ตำแหน่งนั้นมันควรเป็นหน้าที่ของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตัวรับพันธ์แท้

    การไม่ใช้ ก็องเต้ ในจุดกึ่งกลางของสนาม ส่งผลให้ แดนกลางของ ฝรั่งเศส ไม่เคยเหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน ไล่ตั้งแต่เกมชนะเหนือเยอรมันและแพ้ต่อโปรตุเกส

    ความมั่นใจของเขาที่ไม่พึ่งพา ก็องเต้ มาจากเกมถล่มไอซ์แลนด์ แต่ถามหน่อยมันเทียบกับระดับแชมป์โลกอินทรีเหล็กหรือฝอยทองได้มั้ย

    เจ้าหนูโกมันเก่งกว่ามาร์กซิยาลตรงไหน เร็วจริง ว่องไวจริง แต่ลูกเลี้ยงตะลุยไปข้างหน้ารวมถึงลูกพลิกแพลงเป็นรองขวัญใจเด็กผีหลายช่วงตัว

    เดส์ชองส์ไม่ได้ใช้ความถนัดของลูกน้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    บทบาทที่จะเอื้อคุณภาพให้ ปอล ป็อกบา ย่อมเป็นกองกลางที่ยืนอยู่สูงกว่าตัวรับ ในวันที่ ก็องเต้ อยู่ในสนาม เพื่อนคนอื่นๆก็แทบไม่ต้องออกแรงเต็ม100%ก็ซัดคู่แข่งหืดกระหอบได้

    ง่ายๆคือฝรั่งเศสน่าจะมีครบทั้งบุ๋นและบู๊ได้ไม่ยากเลย แต่เดส์ชองส์ทำให้ฝรั่งเศสมีความลงตัวไม่ได้

    ต่อให้ตั้งแต่วันแรกเจ้าภาพโชว์ฟอร์มเป็นพระเอกมาโดยตลอด สมราคาตัวเต็ง มิหนำซ้ำเกมรุกจัดจ้าน สตาร์คนเก่งคว้าดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ด้วย แต่สองเกมหลังกับเยอรมันและโปรตุเกส แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า ฝรั่งเศสดีพอแต่ยังดีไม่สุด

    อย่างที่เห็น ฝรั่งเศส ไม่ได้มีเกมที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้ไซส์เดียวกัน นัดรอบรองชนะเลิศ น่าจะแพ้ด้วยซ้ำแต่ได้ผลประโยชน์จากกรรมการ หรือ นัดชิงฯ ก็ยังไม่มีปัญญาเอาชนะโปรฯที่พิการเพราะขาดโรนัลโด้

    กระนั้นก็ดี เฟร์นานโด ซานโต๊ส มีความแตกต่างจาก เดส์ชองส์ ตรงที่ รู้จักตัวเองดีพอ

    เอาเข้าจริง โปรตุเกส มีสภาพทีมที่เป็นรองมากแต่ซานโต๊สทำให้ทีมสู้รบปรบมือกับเจ้าถิ่นได้ถึงพริกถึงขิง เอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้ดี รู้จักตัวเองและเลือกแท็กติกที่เหมาะสมกับทีมและนักเตะที่มีอยู่

    ระเบียบวินัยเยี่ยมยอด เน้นตั้งรับรัดกุมเหนียวแน่นเอาไว้ก่อน แดนกลางวิ่งไล่ให้สุด อาศัยลูกน้องที่มีความเฉพาะตัวดีๆคอยโต้กลับ เป็นบอลไม่ได้สวยงามอะไรออกจะน่าเกลียดเสียด้วยซ้ำหากแต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

    ต่อให้ถูกหยามหยันว่าเป็นแชมป์ที่ขี้เหร่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดของฟุตบอลคือชัยชนะและความสำเร็จหาใช่คำคุยโตโอ้อวดอะไรเทือกนั้น

    สิ่งที่แตกต่างระหว่างกุนซืออีกอย่างคือ ความกล้าและใจเด็ด

    นายใหญ่ฝอยทองดูผิวเผินไม่น่าจะเป็นกุนซือที่ใช่สำหรับทีม แต่เขามีไอเดียที่บางทีเดส์ชองส์ยังไม่กล้างัดเอามาใช้ในสถานการณ์แบบนั้น นอกเหนือจากหยิบยื่นความอึดอัดให้ฝรั่งเศสแบกรับไว้บนบ่าได้ตลอดด้วยการกำชับลูกทีมให้เปิดเกมรุกเร็วเมื่อมีโอกาส งัดความคล่องตัวเพื่อกดดันคู่แข่ง

    กำลังจะจบเกมอยู่แล้ว แต่ซานโต๊ส กล้าส่ง เอแดร์ กองหน้าร่างใหญ่อืดอาดเชื่องช้า แถมถูกหยามหยันว่าเป็นสากกระเบือเคลื่อนที่ ค้าแข้งกับสวอนซี 13 นัดไม่มีประตู ยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับสูงสุดเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วตอบแทนความไว้วางใจอย่างยิ่งใหญ่ กลับกันถ้าเป็นอดีตกัปตันทีมชาติตราไก่ คงไม่มีแม้แต่เสี้ยวเดียวของความคิด ทั้งๆที่เกียรติประวัติส่วนตัวถือว่าไม่ธรรมดากับ โมนาโก,ยูเวนตุส,มาร์กเซย

    ซานโต๊ส กล้าหาญบ้าบิ่นพอ

    ขณะที่ เดส์ชองส์ มีกองหน้าที่่รวดเร็วคล่องตัวอย่าง มาร์กซิยาล แต่ยอมมอบโอกาสให้ จนพุ่งชนจุดจบอย่างน่าอนาถ คล้ายๆกับ รอย ฮอดจ์สัน ที่่มีของดี มาร์คัส แรชฟอร์ด ซึ่งกำมันเอาไว้แต่ไม่ยอมคลายออกมาใช้ในเวลาที่ถูกที่ควร

    เป็นบทเรียนราคาแพงของ เดส์ชองส์ ชนิดไม่มีวันลืมเลือนลง

    เขาคือบุคคลเดียวที่ทำให้ ฝรั่งเศส หล่อเหลาเอาการตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวันสุดท้ายสวยแต่รูปจูบไม่หอม 

    และแค่เกมเดียว เขาแปรสภาพกลายเป็นกุนซือใจมดและผู้แพ้ราบคาบในสายตาคนฝรั่งเศสทั้งประเทศ
 

อีกา