พุธ ที่ 13 กรกฏาคม 2559 22:21 เบื้องหลังยูโร 2016

View Share
SHARE

อีกสักวันกับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือยูโร 2016 

 

    อาจจะมีหลายคนนำเสนอข้อมูลกันหลากหลายออกไป และน่าสนใจทั้งนั้น "สนทนา" วันนี้นำเสนอในแบบฉบับของผมเอง ขอมองแบบรอบด้านเท่าที่ได้ติดตามตลอดการแข่งขันหนึ่งเดือนเต็มในฐานะผู้สังเกตการณ์ 

    เริ่มจากตัวเลขสถิติก่อนครับ

    51 นัดมีการยิงประตูทั้งสิ้น 108 ประตูหรือเฉลี่ย 2.12 ประตูต่อนัด มีการเฉลี่ยว่าจะยิงประตูทุกๆ 44 นาที

    ช่วงเวลาที่ยิงประตูมากสุดคือระหว่างนาทีที่ 46-60 หรือ 15 นาทีหลังเปิดเกมครึ่งหลังซัดกันไป 21 ประตู 

    ตามด้วย 31-45 หรือ 15 นาทีก่อนหมดครึ่งแรกจำนวน 20 ประตู และช่วง 15 นาทีสุดท้ายอีก 19 ประตู

    15 ประตูช่วงนาทีที่ 61-75 

    13 ประตูช่วงนาทีที่ 1-15 

    9 ประตูช่วงนาทีที่ 90+ ทดเวลา

    8 ประตูช่วงนาทีที่16-30

    1 ประตูนาทีที่ 45+ทดเวลาครึ่งแรก

    ส่วนช่วงหลังจากต่อเวลาพิเศษยิงกัน  2 ลูก

    ทีมไหนยิงช่วงต่อเวลาพิเศษ 2 ลูกครับ...555 ทุกคนตอบได้ ทีมแชมป์ยูโร 2016 นั่นเองที่ยิงช่วงต่อเวลาพิเศษ นัดพบโครเอเชียกับ นัดชิงชนะเลิศ

    ทีมที่ครองบอลมากสุดคือเยอรมัน 63% สเปน 61% อังกฤษ 59% ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะชนะและเป็นแชมป์ แต่การครองบอลมากกว่าเป็นแทกติกของทีมนั้นๆ เพื่อทำให้ทีมมีโอกาสพาบอลเข้าไปยิงประตูในพื้นที่สุดท้ายและปิดเกมคู่แข่ง

    ผ่านบอลแม่นสุดแน่นอนสเปนเจ้าเก่า กับ สวิสเซอร์แลนด์ 91% และเยอรมัน 90%

    สร้างโอกาสยิงประตูมากสุดคือฝรั่งเศสกับโปรตุเกสจำนวน 121 ครั้ง เพราะเล่น 7 นัดยังไงมากกว่าทุกทีมแต่วัดกันที่ประตูและการยิงเข้ากรอบ ฝรั่งเศสมีมากที่สุด 43 ครั้งเป็น 13 ประตู ฝรั่งเศสยังเป็นทีมที่เฉลี่ยยิงประตูมากสุดนัดละ 1.86 ลูก โปรตุเกสแชมป์ยูโร ไม่ติดอันดับทอป 5 ด้วยซ้ำ!

    สุดท้ายทีมที่ตัวเลขไม่ได้สมบูรณ์ในฟุตบอลสามารถคว้าแชมป์....มาครอง

    ดังนั้นทุกทีมควรเล่นแบบโปรตุเกสมันจะเป็นพิมพ์นิยมหรือเทรนด์นับจากนี้...ซึ่งผมคิดว่าแล้วแต่ครับ เพราะโค้ชทุกคนต้องวิเคราะห์แนวทางการเล่นของตัวเองว่าอะไรคือความเหมาะสมกับทีมจากนักเตะที่มีให้ใช้งานและเลือกมา จากวิถึฟุตบอลของแต่ละชาติ

    มันไม่ใช่ทฤษฏีการเลียนแบบกัน เพราะมันเลียนแบบได้ไม่เหมือนแน่นอน ทุกอย่างมันขึ้นกับสไตล์แต่ละชาติ วัฒนธรรมฟุตบอลและการเรียนรู้ฟุตบอลตั้งแต่รากหญ้าก่อนขึ้นทีมชาติ หายากนะครับที่จะเล่นบอลให้มันต่างจากฟุตบอลภายในของตัวเอง

    ยกเว้นอังกฤษ.....

    หลักคิดง่ายมองภาพกว้างๆ ทีมจากยุโรปตะวันออกตั้งแต่ไหนแต่ไรมา...เล่นบอล "รับแล้วสวนกลับ" หรือ "เคาน์เตอร์ แอทแทค" เมื่อต้องเจอกับทีมที่แข็งแกร่งกว่า เจอทีมเต็ง แต่เจอทีมอ่อนกว่าก็บุกตามสภาพ

    ทีมเต็ง...เยอรมัน เล่นบอลบุกอย่างรอบคอบ...อิตาลี อันนี้ชัดที่สุด "คาเตนัชโช" ตีหัวเข้าบ้าน เน้นการเล่นรับเหนียวแน่นแล้วชิงจังหวะเพื่อให้ได้ประตูจากนั้นก็มารับเพื่อรอปิดเกม สเปน ครองบอลแบบนี้มา 50 ปีแล้ว

    ฝรั่งเศสบอลสวยงามผสมเกมโต้กลับบ้าง....ฮอลแลนด์ ที่ไม่ได้มายูโร เน้นเทคนิค ครองบอล คล้ายๆสเปน ข้ามไปบราซิล, อาร์เจนติน่า เน้นเทคนิค บอลสั้น บอลช่อง ความสามารถเฉพาะตัวนักบอลนำระบบ...อุรุกวัย เน้นเกมโต้กลับ รับแน่นแล้วสวนอย่างอันตราย ใช้หน้าเร็ว คล่อง กองหลังขาโหด กลางตัดเกม

    บอลแอฟริกาใช้ความแข็งแกร่งทางร่างกายเข้าสู้...ถ้าระบบดี ลงตัว ไปได้ไกล 

    ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ เน้นความแข็งแกร่ง วินัย เป็นพื้นฐาน แต่ญี่ปุ่นจากครองบอลเหมือนพวกยุโรปผสมบราซิล คือรับส่องบอลกันแม่น เล่นบอลช่อง แต่เกาหลีใต้ เน้นความเร็วในการโจมตีและมีความดุดันในการเล่น มีเกมเพรสซิง 

    ไทย...พี่ซิโก วางรูปแบบ "ติ๊กต่อก สไตล์" เข้ากับสรีระ  รับส่งบอล ใกล้ๆ เน้นความคล่องตัวซึ่งทำได้ดีพอสมควร ตอนนี้วัดกับทีมระดับทวีปว่าจะออกมาแบบไหน 1ก.ย. รู้กันแน่ๆ ซึ่ง "ติ๊กต่อก สไตล์" ของพี่ซิโก จะอยู่นานหรือไม่ เห็นสัญญา 1 ปี แล้วมันมีแววว่าจะอยู่ทำงานได้ไม่นานนะสิครับ 555

    เห็นมั้ยครับ...ธรรมชาติแต่ละทีมเป็นพื้นฐานในการวางแทกติกการเล่นคงไม่ใช่เพราะ โปรตุเกส เน้นเกมสวนกลับ เน้นหลังแน่น มีวินัย นำทีมสู่แชมป์ยูโร แล้วทุกทีมจะต้องเล่นแบบนั้น เชื่อว่าแต่ละทีมมีสไตล์ของตัวเอง จะปรับใช้ เปลี่ยนแปลงรายละเอียดเท่านั้นเอง อันนี้ขึ้นกับไอเดียและวิสัยทัศน์ของโค้ชครับ

    ย้อนกลับมาที่ยูโร 2016 เรื่องแทกติกของ 24 ชาติ

    ถ้าแบ่งออกเป็นทีมรับและรุก คงเห็นภาพชัดเจนเลยนะครับว่าส่วนใหญ่ทีมที่เล่นโดยใช้แทกติกการเล่นเกมรับเป็นหลัก...มีการพูดถึงกันเยอะ และมีการรวบรวมสถิติหลายด้านมาช่วยยืนยัน

    วงการพนัน...ระบุว่าทีมรองทำเงินได้เยอะ เพราะวางแทกติกการเล่นป้องกันเน้นไม่เสียประตู เน้นไม่แพ้ เน้นทำให้ทีมใหญ่เล่นยาก แต้มต่อที่มีจากทีมใหญ่ทีมเต็งจึงกลายเป็นเงินรางวัลสำหรับผู้รักการได้เสีย

    มันตีความง่ายๆเลยนะครับว่า "แทกติกเกมรับ" ใช้ได้ผลและทีมส่วนมากเกิน 85% กระทั่งโปรตุเกสแชมป์ยูโร 2016 เน้นเกมรับเป็นแนวคิดของพวกเขาและนำพาสู่เป้าหมาย เพียงแต่รับกันแบบไหน เพราะแทกติกเกมรับมันมีหลายแบบ หน้าเดียว, ผสมผสาน กัน ใช้ได้หมด

    หลายเกมดูแล้วทีมเล็กเล่นได้ใจกองเชียร์ อย่างไอส์แลนด์, เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ นี่เป็นที่ขึ้นชื่อ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกตินะครับเพราะทีมเล็กเล่นอย่างรู้ตัวเอง โค้ชต้องนำแทกติกที่เหมาะกับทีมมาใช้ ไม่ใช่ ใจใหญ่ ไม่กลัวใคร เปิดฉากบุกใส่ทีมใหญ่ ทีมเต็ง

    มันเป็นเรื่องปกติ...ที่จะต้องมีทีมที่เล่นเกมรับแล้วสวนกลับ เน้นเกมรับมาก่อนในทุกทัวร์นาเม้นต์ทั้งบอลโลกและยูโร

    ถ้าคัดเลือกทีมที่เน้นเกมรับสวนกลับดีที่สุด....นั่นหนีไม่พ้นอิตาลี ที่โชคร้ายแพ้จุดโทษ แต่การวางแทกติกของพวกเขาจากตัวผู้เล่นที่ไม่ได้ดีสุดแถมสื่ออิตาเลียนยังยืนยันว่า "เลวร้ายสุดในรอบ 50ปี" แต่สามารถเล่นจนเยอรมันต้องกลัว ลากไปยิงจุดโทษกัน

    อันโตนีโอ คอนเต้ วางเกมรับแน่น เน้นพลาดยากเสียยาก กองกลางช่วยตัดเกม ได้เมื่อใดที่ได้โต้กลับ...คลื่นสีน้ำเงินดาหน้ากันเข้าไปในเขตโทษกัน 4-5คน เหมือนเกมที่สเปนโดนทีเด็ดอิตาลี จัดการ

    งานนี้ เคราร์ด ปิเก กับ รามอส หัวปักหัวปำ วิ่งกันมั่วไปหมดกองหลังสเปน

    เยอรมัน ไม่ปล่อยให้อิตาลีทำแบบนั้น แต่เยอรมันก็ไม่เด็ดขาดในการปิดบัญชีลูกสองหลังจากนำ 1-0 ถูกตีเสมอได้และต้องยิงจุดโทษ ด้วยเพราะเยอรมันเองก็ไม่ผลีผลามบุกเข้าใส่อิตาลีมากมายขนาดนั้น

    นอกจากศักดิ์ศรีของสองชาติที่ต้องบอกว่ายำเกรงกันอยู่...การเล่นของคู่นี้ ในรอบนอคเอาต์ จึงมีอะไรให้ดูกันอย่างตืนเต้นในแง่แทกติก

    ถ้าถามว่าทีมไหนเล่นบอลด้วยแทกติกที่ใช้ได้ดีที่สุด ซึ่งไม่เกี่ยวกับผลแข่งนะครับ ผมคิดว่าเยอรมันของ โยอาคิม เลิฟ ดีสุด แม้ในวันแพ้ฝรั่งเศส 2-0 จนทำให้คนฝรั่งเศสออกลูกประมาทว่าผ่านเยอรมันได้ โปรตุเกสจะเหลืออะไร

    วันนี้เยอรมันวางแทกติกจัดการฝรั่งเศสที่เป็นทีมบุกมาทุกนัดยกเว้นเจอเยอรมัน ต้องโดนบีบให้ตั้งรับ ไม่ใช่เน้นเกมตั้งรับเพื่อรอสวนนะครับ พวกเขาทำเกมรุกไม่ได้ต้องถอยมารับ เพราะเยอรมัน ไม่เปิดโอกาสให้บุก

    เยอรมันดีกว่าทุกแบบแม้กระทั่งขาดผู้เล่นกำลังสำคัญในแง่แทกติก โดยเฉพาะครึ่งแรกนี่ชัด แต่ทำไมฝรั่งเศสชนะ??

    ชนะเพราะจังหวะ...ไม่ใช่เพราะแทกติก

    ได้จุดโทษในจังหวะที่เหมาะเจาะ และได้ประตูที่สองจากความผิดพลาดของกองหลังเยอรมัน รับส่งบอลกันในเขตโทษอันเป็นเรื่องของเด็กประถมหรือทีมเยาวชนทำกัน  แต่โฮเวเดส กับ คิมมิค ก็พลาด

    โอเพ่นเพลย์ ฝรั่งเศสทำไม่ได้ นอกจากลูกสวนกลับในช่วง 20 นาทีสุดท้ายหลังเยอรมันโดน 2-0 ตอนนั้นก็ต้องลุยแหลก

    เยอรมันของ เลิฟ คือทีมที่มีแทกติกเล่นเกมรุกดีสุด แต่ไม่ได้แชมป์

    ฝรั่งเศส ดีแต่ไม่สุด เพราะนัดชิงชนะเลิศแสดงให้เห็นเลยว่าพวกเขาดีแต่ไม่สุด ก็อย่างที่หลายคนได้พูดก่อนลุ้นแชมป์ว่า ถ้าได้แชมป์ นักเตะชุดนี้จะถูกจัดเข้าทำเนียบแชมป์ที่สามของฝรั้งเศส แต่คงเทียบชั้นกับ พลาตินี 84 และ ซีดาน 98 ไม่ได้

    ฝรั่งเศสสองชุดนั้นสมบูรณ์แบบแทบทุกตำแหน่งยกเว้นศูนย์หน้าที่เป็นปมปริศนาของบอลฝรั่งเศส สร้างประตู, กองหลัง, กองกลางระดับโลกได้ แต่สร้างกองหน้าระดับโลกไม่ได้ 

    นั่นแหละครับ...เมื่อดีไม่สุดหรือดีไม่เพียงพอ พวกเขาจึงไม่สามารถฝ่าด่านเกมรับโปรตุเกสได้เลย ถ้าดูให้ดีนะครับ ฝรั่งเศสชุดนี้ชนะทีมที่มีเกรดบอลใกล้เคียงกันไม่ได้...พวกเขาชนะทีมที่มีเกรดบอลดูต่ำมาตรฐานกว่า

    โปรตุเกส สภาพทีมเป็นรองแต่ไม่ใช่ทีมที่มีเกรดบอลต่ำกว่าฝรั่งเศส เพราะนักเตะโปรตุเกสเอาตัวรอด มีเทคนิค แพรวพราว รับส่งบอลกันแม่น บางครังฝรั่งเศสไล่ไม่จน หรือหนึ่งต่อหนึ่งแย่งบอลพวก นานี, มาริโอ , เรนาโต ซานเชส ไม่ได้

    ที่สำคัญเกมโปรตุเกสสามารถเปลี่ยนจากรับเป็นรุกเร็วได้ มีการครอสบอลที่กองหลังฝรั่งเศสไม่ชอบมาแถมอีก

    ที่สำคัญ แฟร์นานโด ซานโตส โค้ชทีมแชมป์ รู้จักตัวเองและเลือกแทกติกที่เหมาะกับทีม ...เน้นบอลไดเรกจ์ ครอสจากแดนหลัง ครอสจากด้านข้าง เพราะ โรนัลโด เทคตัวดี ซึ่งในยูโร ครั้งนี้แทบไม่มีทีมไหนเล่นบอลแบบโปรตุเกส

    เหมือนตรงๆ ทื่อๆ แต่ได้ผล

    แม้ไม่มีโรนัลโด พวกเขายังได้สบโอกาสใช้ เอแดร์ นักเตะที่มาดับกับสวอนซี สูงใหญ่ โหม่งดี เก็บบอลได้ พักบอลได้ แข็งแกร่ง หลังฝรั่งเศสเอาไม่อยู่

    โปรตุเกส จะไม่เป็นเทรนด์ให้ทีมไหนทำตาม...เพราะทุกทีมต้องเล่นแบบฉบับตัวเอง ขึ้นกับว่านำมาใช้แล้วได้ผลมั้ย 

    ที่โปรตุเกสทำได้เอพราะวินัยเกมรับเยี่ยม รัดกุม ไม่มีพลาดง่ายๆ เพราะมี เปเป กองหลังระดับโลกของพวกเขาคุม เข้าคู่กับ ฟอนเต้ ได้ดี แดนกลางวิ่งไล่ สปิริต ต่อสู้ยอดเยี่ยมทำให้กองหลังไม่พะวงมาก พอทำเกมรุกก็ทำได้เร็ว มีความคล่องตัวมาใช้ และทำให้คู่แข่งกดดัน

    ถ้าจะเลียนแบบจากโปรตุเกส....เชื่อว่าโค้ชหลายคนคงมองไปที่ การทำงานด้วยการเลือกแบบแผนที่เข้ากับธรรมชาติของทีมตัวเองและใช้ให้มันได้ผล ซึ่งนั่นขึ้นกับการเลือกนักเตะที่มาใช้งานด้วยเช่นกัน

    ฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ และบอลทีมชาติ...ขึ้นกับ "ไอเดีย" สำคัญที่สุด และ "ไอเดีย" นั้นต้องปฏิบัติใช้ได้ผลในระยะเวลา 30 วัน ไม่มีการสร้าง ไม่มีการเก็บตัวเป็นเดือนๆ แล้วมาแข่ง นี่บอลทีมชาติ

    วัดกันที่ไอเดีย...ว่าคุณมี แล้วคุณเลือก แล้วคุณนำปฏิบัติใช้ได้

    แฟร์นานโด ซานโตส ...ทำได้ ในยูโร 2016 แต่แทกติกการเล่นคงไม่ใช่เทรนด์ที่จะไปลอกเลียนแบบกันได้

    ของใครของมัน..และอีกสองปีข้างหน้าฟุตบอลโลก 2018 ก็อีกแบบหนึ่งนะครับ เพราะไม่ได้มีทีมจากยุโรปอย่างเดียวแล้ว...เอเชีย, แอฟริกา และกลุ่มละตินอเมริกา ที่อีกหลากหลายสไตล์

    แต่สำหรับยูโร ครั้งนี้ ทีมที่เน้นเกมรับแน่น คือทีมที่ประสบความสำเร็จเท่านั้นเองครับ

Jackie