พุธ ที่ 13 กรกฏาคม 2559 22:21 เทพนิยายขนมฝอยทองสยองโลก

View Share
SHARE

สวรรค์เบื้องบนทรงเป็นพยาน

 

    คือเห็น โปรตุเกส คว้าแชมป์ ยูโร 2016 ในรูปแบบของ ''เทพนิยาย'' แล้ว ผมขอวิสาสะนิยามคำว่าฟุตบอลเสียใหม่ว่ามันเป็นเกมบ้าๆ บอๆ ที่บางครั้ง (หรือบ่อยครั้ง) ก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล และไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น

    มันเป็นแบบนั้นจริงๆ นะครับ

    พูดถึงเรื่อง ''เทพนิยาย'' ขอบอกว่าชื่อชั้นและศักดิ์ศรี รวมถึงชาติตระกูลทางลูกหนังของ โปรตุเกส มีสูงกว่า เดนมาร์ก และ กรีซ ด้วยซ้ำ

    อย่างน้อยการมีดาวเตะระดับ ''มหาดารา'' อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อยู่ในทีมก็ทำให้พวกเขาไม่ถึงกับเป็นทีมรองบ่อนหรือจัดอยู่ในประเภท ''ม้านอกสายตา'' อะไรมากมาย

    แต่สำหรับผม การเป็นแชมป์ยุโรปของทีมชาติโปรตุเกสกลับมีความเป็นเทพนิยายที่แสนคลาสสิกและพิสดารยิ่งกว่าตอนที่ เดนมาร์ก กับ กรีซ เป็นแชมป์เสียอีก

    ย้อนกลับไปตอน ''เทพนิยายเดนส์'' เมื่อ 1992 

    ทีมชาติเดนมาร์ก ไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ยูโร 92 ที่ สวีเดน เป็นเจ้าภาพ แต่เหมือนถูกหวยในฐานะ ''ลัคกี้ ลูสเซอร์'' เข้ามาแทน ยูโกสลาเวีย ที่ถูกแบนออกจากการแข่งขัน โดยมีเวลาเตรียมทีมค่อนข้างฉุกละหุก นอกจากเวลาในการเตรียมตัวน้อยกว่าชาวบ้าน ตัวผู้เล่นก็ไม่ได้อุดมด้วยดาวดังสักหน่อย - พูดง่ายๆ ว่าเป็นเต็งบ๊วยของรอบสุดท้ายที่มีเพียงแค่ 8 ทีมเลยทีเดียว 

    ความดราม่าอยู่ที่ทีมพันธุ์หนองโพเนี่ยเหมือน ''เด๊ดห่า'' ไปเรียบร้อย แล้วดันกลับชาติมาเกิดใหม่ด้วยการคว้าแชมป์แบบไม่เกรงใจทีมระดับ ''พญายักษ์'' อย่าง เยอรมัน, ฮอลแลนด์, อังกฤษ, ฝรั่งเศส รวมถึงเจ้าภาพอย่าง สวีเดน 

    ฟอร์มการเล่นของ เดนมาร์ก มากระฉูดแตกออกมาในเกมสุดท้ายของรอบแรกที่ยัดเยียดความปราชัยให้ ฝรั่งเศส ได้สำเร็จ ทั้งที่ทำได้แค่เสมอ อังกฤษ กับแพ้ สวีเดน มาใน 2 นัดแรก

    หลังจากนั้นก็หยุดไม่อยู่

    อย่างไรก็ตาม เดนมาร์ก อาศัยการเล่นไฉไลที่สุดเพียงแค่ 3 นัดเท่านั้นในเกมสุดท้ายรอบแรก - รอบตัดเชือก (เสมอ ฮอลแลนด์ 2-2 ยิงจุดโทษชนะ 5-4 ก่อนหักปีกอินทรีเหล็กในนัดชิงฯ

    สำหรับ ''มหากาพย์แห่งกรีซ'' เมื่อ 2004 

    ทีมชาติกรีซก็เดินทางไป โปรตุเกส ในฐานะของทีมรองบ่อนที่ไม่มีดาวดัง ทว่ากะซวกแชมป์ได้สำเร็จด้วยเหลี่ยมเล่ห์และกลยุทธ์สุดยอดของปรมาจารย์ลูกหนังอย่าง อ๊อตโต้ เรห์ฮาเก้ล โดยอาศัยเกมรับที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

    เทพนิยายของ กรีซ มันอยู่ตรงที่พวกเขาดันเอาชนะเจ้าภาพได้ทั้งในนัดเปิดสนามและปิดสนามนี่แหละ!    

    ลูกทีมของ ''คิง อ๊อตโต้'' เปิดตัวได้อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อมีชัยเหนือเจ้าภาพในเกมเปิดสนาม ตามมาด้วยการทำได้แค่เสมอ สเปน 1-1 และแพ้ รัสเซีย 1-2 ถือว่ากระท่อนกระแท่น โดยผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์ด้วยประตูได้ที่ดีกว่าทีมกระทิงดุ (4 แต้มเท่ากัน ประตูได้-เสีย เท่ากัน แต่ กรีซ ทำประตูได้มากกว่า)

    หลังจากนั้นก็หยุดไม่อยู่ด้วยการเอาชนะคู่แข่งตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้าย, รอบตัดเชือก และรอบชิงชนะเลิศ ด้วยสกอร์เดียวกันคือ 1-0

    แน่นอนว่าหากเทียบกับ เดนมาร์ก และ กรีซ ถือว่า โปรตุเกส เป็นทีมที่ต้นทุนสูงกว่า มิหนำยังจัดอยู่ในประเภท ''ตัวเต็ง''  ทีมหนึ่ง

    แล้วมีความเป็นเทพนิยายมากกว่าอย่างไร?

    คำตอบคือ ''เนื้อเรื่อง'' ของเทพนิยายขนมฝอยทองมันมีความเป็นดราม่ามากกว่าน่ะซี่

    อันดับแรกคือ โปรตุเกส ควรจะตกรอบแรกไปแล้วนะครับ เพราะดันไม่ชนะใครเลย ทั้งที่คู่แข่งในกลุ่มอย่าง ออสเตรีย, ฮังการี่ และไอซ์แลนด์ ก็ไม่ใช่ทีมที่มีชาติตระกูลสูงกว่าพวกเขาสักเท่าไหร่ 

    ฟอร์มการเล่นของตัวเองก็งั้นๆ ไม่ได้โดดเด่นเป็นสง่าอะไร คือต่างคนต่างเล่น สะเปะสะปะ โดยหวังพึ่ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ไปเล่นเป็นกองหน้าอยู่คนเดียว 

    สุดท้ายเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่ม ตามหลังทีมอย่าง ฮังการี่ กับ ไอซ์แลนด์ ซะอย่างนั้น

    จุดหักเหอยู่ในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มนั่นแหละครับ

    สถานการณ์ในช่วงท้ายเกมระหว่าง โปรตุเกส กับ ฮังการี่ ยังเสมอกันอยู่ 3-3 โดยแต้มของทีมขนมฝอยทองเท่ากับ ไอซ์แลนด์ ตอนนั้นพวกเขาผ่านเข้ารอบในฐานะทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม ด้วยจำนวนประตูได้ที่เหนือกว่า 

    ทันใด...ทีมมนุษย์น้ำแข็งดันทะลึ่งยิงประตูชัยในช่วงทดเจ็บจนขยับตัวเองขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ซึ่งการได้อันดับ 3 ของกลุ่มส่งผลให้ โปรตุเกส ผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์สายบน ไม่เจอ อังกฤษ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ไม่ต้องเจอ ฝรั่งเศส ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และไม่ต้องเจอ เยอรมัน หรือ อิตาลี ในรอบตัดเชือก 

    เรียกว่าขี้สบายแบบคล่องตูดเลยทีเดียว เพราะหลีกเลี่ยงกระดูกแข็งๆ คมๆ ที่อาจบาดผนังลำไส้แบบไม่ตั้งใจ

    คือถ้าเป็นระบบเดิมที่เอาเข้ารอบต่อไป 2 ทีมตามมาตรฐาน ''ทีมโด้'' เสียชีวิตตั้งแต่ไปรอบแรกแล้วนะครับ

    ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่เซิ้งกับ โครเอเชีย

    ทั้งคู่เสมอกันในเวลาแบบน่าง่วงนอนจนต้องต่อเวลาแห่งความน่าเบื่อออกไปอีก 30 นาที ก่อน โปรตุเกส จะมาได้ประตูชัยจากจังหวะสวนกลับแบบที่พากย์ภาษาอังกฤษได้ว่า ''ฟัคกลิ้งฟลุก'' โดยมีที่ว่าจากจังหวะที่ โครเอเชีย เกือบได้ประตู เพราะยิงไปชนเสา

    อืมมมมม...ทีมบ้าอะไร ไม่ชนะใครใน 90 นาทีมา 4 เกมติดต่อกันดันทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย

    รอบ 8 ทีมสุดท้าย คนเขียนบทให้ ยูโร 2016 (คาดว่าน่าจะเป็นคนเดียวที่เขียนบทให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด) ส่ง โปแลนด์ มาเป็นคู่แข่งของ โปรตุเกส

    แล้วก็เหมือนเดิมครับคือเย่อกันไม่ลงใน 90 นาที และ 120 นาที ต้องมาตัดสินกันที่การดวลเป้าเขย่าโลก

    โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กัปตันทีมโปแลนด์ชนะเสี่ยงทายเหรียญแท้ๆ แต่กลับเลือกยิงทีหลัง ทั้งที่น่าจะรู้อยู่เต็มอกว่า ''ยิงก่อนได้เปรียบ'' ทั้งนี้เนื่องเพราะในรอบก่อนหน้า - พวกเขาเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ มาด้วยการยิงจุดโทษทีหลัง เข้าใจว่าคงจะ...ถือเคล็ด

    ทีมขนมฝอยทองทะลุทะลวงมาไกลถึงรอบรองชนะเลิศ โดยไม่เคยชนะใครใน 90 นาที

    ในรอบตัดเชือก ถ้าเลือกได้ ผมมั่นใจแบบเต็มประดาว่าพวกเขาคงอยากเจอ เวลส์ มากกว่า เบลเยี่ยม อยู่แล้ว เพราะคุณภาพผู้เล่นของทีมมังกรแดงนั้นต่ำกว่า

    เวลส์ เขี่ยปีศาจแดงแห่งยุโรปตกรอบก็จริง แต่กว่าจะทำสำเร็จก็บอบช้ำมิใช่น้อย แถมต้องแลกด้วยการสังเวยผู้เล่นสำคัญอย่าง แอรอน แรมซี่ย์ อีกต่างหาก

    จุดนี้เหมือนเป็นการช่วยเหลือ โปรตุเกส ทางอ้อมนะครับ เพราะมันช่วยให้พวกเขาเจองานง่ายขึ้น ก่อนจะเผด็จศึกคู่แข่งภายในเวลา 90 นาที ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

    แล้วความดราม่าก็มาบวมเป่งจนระเบิดตูมออกมาในนัดชิงชนะเลิศที่เจอกับเจ้าภาพอย่าง ฝรั่งเศส นี่แหละ

    เมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ 10 นาทีแรก ก่อนจะเขยกออกจากสนามเป็นน้องหมาโดนรถทับขา หลังผ่านไปแค่ประมาณ 25 นาที

    คนเขียนบทนี่ก็ช่างโหดร้ายและโรคจิต คือรู้ทั้งรู้ว่า ''พี่โด้'' เขามุ่งมั่นและตั้งใจมากขนาดไหน มึงก็อุตส่าห์กลั่นแกล้งคุณพี่เขาได้ลงคอนะ...ไอ้หอกโมกข์ศักดิ์

    โปรตุเกส ที่ไม่มี ''เจ๊ตโด้'' ก็ไม่ต่างจากมีดทื่อๆ ที่ขึ้นสนิมนั่นแหละครับ 

    แทนที่จะฉวยโอกาสบุกถล่มคู่แข่งแบบเต็มอัตราศึก บุกแบบเอาตายไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด กลับเหมือนมีพลังงานบางอย่างมาบังคับให้ ฝรั่งเศส บุกแบบกล้าๆ กลัวๆ ซะอย่างนั้น!

    ในทางตรงกันข้าม เมื่อ ''พี่โด้'' ไม่อยู่ในสนาม ทีมขนมฝอยทองก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอกจากอุดประตูให้ได้จนจบเกม เพื่อรอยิงจุดโทษอย่างเดียว

    เรื่องบางเรื่องก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ สุดท้าย โปรตุเกส ที่ไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นเวลาประมาณ 100 นาที กลับกลายเป็นผู้ชนะแบบที่ต้องอุทานออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ''พ่องงงงงตาย?''

    สังเกตไหมครับว่าทุกอย่างมัน ''ลงล็อค'' และ ''สอดคล้อง'' กันพอดิบพอดี มันเป็นเรื่องของ ''ไทมมิ่ง'' ซึ่งไม่สามารถกำหนดได้ และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนขึ้นอยู่กับคนบนฟ้านั่นแหละว่าต้องการให้มันเกิดนรกอะไรขึ้น

    หากไทมมิ่งที่ว่านี้มันเหลื่อมล้ำหรือบิดเบี้ยวไปเพียงนิดเดียว ทุกอย่างก็จะผิดเพี้ยนไปอีกแบบทันที

    คิดง่ายๆ ครับว่าถ้า ไอซ์แลนด์ ไม่ชนะ ออสเตรีย ในช่วงทดเจ็บ โดย โปรตุเกส เข้ารอบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม 

    หรือ ฝรั่งเศส ไม่สามารถเอาชนะ เยอรมัน ในรอบตัดเชือก (ด้วยอาศัยพลังงานบางอย่างเป็นตัวช่วยพิเศษ) และเป็นพลพรรคอินทรีโลหะที่ผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศ

    แชมป์ ยูโร 2016 อาจจะไม่ใช่ โปรตุเกส...ก็..เป็น..ได้

    ความพิสดารของ ''เทพนิยายขนมฝอยทอง'' มันอยู่ตรงนี้ครับ

    มันอยู่ที่ทุกอย่างเหมือนเขียนบทล่วงหน้าให้มีความดราม่าเข้มข้นกว่าละครน้ำเน่าทุกเรื่องในเมืองไทย

    หาก ฝรั่งเศส คือแชมป์ ยูโร 2016 มันคงไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้น ไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ ไม่มีความมหัศจรรย์ ไม่มีความเป็นเทพนิยายให้เล่าขานต่อๆ กันในรูปแบบของ ''ตำนาน''

    เกมนัดชิงฯ ยูโร 2016 อาจเป็นนัดชิงฯ ที่น่าเบื่อที่สุดอีกครั้งหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ กระนั้นมันกลับอุดมด้วยเสน่ห์ของเกมลูกหนัง 

    คิดไปคิดมาผมว่านี่แหละ...ฟุตบอลของแท้

    เกมบ้าๆ บอๆ ที่ไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น

    แต่มีเสน่ห์ชิบหายเลย!

บอ.บู๋