พุธ ที่ 13 กรกฏาคม 2559 15:25 เป็ดขี้เหร่แปลงร่าง

View Share
SHARE

หลังสิ้นสุดเสียงนกหวีดของ มาร์ค แคล็ทเท่นเบิร์ก ในเกมที่โปรตุเกสพลิกล็อกเชือดเจ้าภาพอย่างฝรั่งเศสจนคว้าแชมป์ยูโร 2016

 

    ชีวิตของ เอแดร์ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยก็ได้

    กองหน้าวัย 28 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดระยะเวลาตั้งแต่ลงสัมผัสฟลอร์หญ้าที่สต๊าด เดอ ฟร้องซ์ จนกระทั่งทำประตูชัยได้สำเร็จ

    แต่หากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นบอลสโมสรเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แค่กองเชียร์สวอนซีได้ยินชื่อเขาก็คงยี้ซะยิ่งกว่าเห็นขี้หมาเสียอีก

    แรกเริ่มเดิมที เอแดร์เกิดในแอฟริกาใต้ที่กินีบิสเซา ก่อนที่จะอพยพมายังโปรตุเกสตั้งแต่ยังละอ่อน 

    เส้นทางค้าแข้งของเขาเริ่มต้นที่อคาเดมิก้า ก่อนจะโชว์ฟอร์มจนเป็นที่เตะตาต้องใจของทีมใหญ่ๆ ในเมืองฝอยทอง และเลือกเซ็นสัญญากับ บราก้า ตอนปี 2012 และติดทีมชาติในปีเดียวกัน

    ในฤดูกาลที่ผ่านมา เอแดร์เติบโตอีกก้าวด้วยการย้ายมาเล่นในลีกใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกอย่างพรีเมียร์ลีกกับ สวอนซี ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ แกร์รี่ มังค์ กุนซือหงส์ขาวในตอนนั้นซื้อหัวหอกโปรตุกีสมาเพื่อเป็นตัวสำรองของ บาเฟติมบี้ โกมิส

    จุดเริ่มต้นของเขาในสีเสื้อทีมจากเวลส์ทำได้ค่อนข้างดีเลย เมื่อต้นสังกัดเสมอเชลซีในนัดเปิดซีซั่น ก่อนจะเปิดบ้านเอาชนะสโมสรใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 เอแดร์ลงสนามมาแทนที่โกมิสทั้ง 2 เกมนั้น โดยที่มังค์เชื่อว่าดาวเตะรายนี้จะสามารถแจ้งเกิดในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีได้

    ''เอแดร์เป็นกองหน้าแบบที่เราต้องการ เขามีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม ทั้งเร็ว ทั้งแกร่ง และยังเล่นกับบอลได้ดีอีกด้วย'' อดีตนายใหญ่หงส์ขาวเอ่ยถึงลูกน้องเก่าในตอนนั้น

    ''เขาติดทีมชาติโปรตุเกส เขาเหมาะกับเรามาก เพราะเขามีทั้งความกระหายและกระตือรือร้นที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในพรีเมียร์ลีก''

    แต่โลกก็ไม่ได้สวยงามเสมอไป ฟอร์มที่ดีในช่วงต้นซีซั่นเริ่มแผ่วลง และโกมิสเองก็ไม่ได้เก่งกาจเหมือนตอนแรก นั่นทำให้มังค์เริ่มให้โอกาสเอแดร์มากยิ่งขึ้น มันควรจะเป็นเรื่องดีที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเอง และแย่งตำแหน่งตัวจริงในทีมมาครองให้ได้

    เขายืน 11 คนแรกในเกมเสมอบอร์นมัธ และแพ้ลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์ เมื่อพฤศจิกายน แต่ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันให้แฟนบอลรู้สึกดีเลยจนสวอนซีผลงานรูดมาอยู่ในโซนท้ายตาราง มังค์กดดันหนักจนเก้าอี้กุนซือสั่นคลอน และโอกาสของเอแดร์ก็หมดลง

    ทำไมเขาถึงล้มเหลว?

    นั่นคือคำถามที่เหล่าสาวกสวอนซีสงสัยมาจนถึงทุกวันนี้...

    หลังจากที่เสีย วิลฟรีด โบนี่ ไปให้กับ แมนฯ ซิตี้ เมื่อมกราคม 2015 สวอนซีก็พยายามตามล่าหาตัวแทนดาวยิงไอวอรี่โคสต์มาโดยตลอด

    โกมิสอาจเป็นคนนั้น เมื่อเขาย้ายมาในช่วงซัมเมอร์พร้อมการเป็นตัวเลือกแรก แต่เอแดร์ก็หวังว่าอย่างน้อยๆ เขาจะได้รับโอกาสเพื่องัดฟอร์มเก่งออกมาบ้างจากตำแหน่งบนม้านั่งข้างสนาม

    ทว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเลย...

    แม้ว่าหัวหอกโปรตุกีสจะมีทุกอย่างดีพอที่จะสามารถประสบความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกได้ แต่มังค์เองก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาต้องล้มหัวคะมำไม่เป็นท่ากับการใช้แผนกองหน้าคนเดียว แต่จะว่าไปอดีตกุนซือหงส์ขาวก็ไม่เคยได้รับอิมแพ็กใดๆ เลยจากม้านั่งสำรองในทีมของเขา

    เวลาของเอแดร์กับสวอนซีนั้นหมดลงไปทุกขณะ และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง เมื่อผลงานของสวอนซีแทบจะดิ่งลงเหว ประกอบกับมังค์โดนปลดพ้นเก้าอี้กุนซือไปตั้งแต่ธันวาคมที่ผ่านมา ระฆังตลาดซื้อ-ขายเดือนมกราคมลั่นเสียง เกมสุดท้ายของเอแดร์ในสีเสื้อหงส์ขาวคือตัวสำรองนัดบุกชนะเอฟเวอร์ตัน 2-1 ก่อนจะถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นในฝรั่งเศสกับลีลล์

    การย้ายทีมครั้งนี้ทำให้เขาสิ้นสุดช่วงเวลาอันแสนโหดร้ายในถิ่นลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม ซึ่งตลอดระยะเวลา 421 นาทีที่เขาสัมผัสฟลอร์หญ้าในพรีเมียร์ลีก สถิติการล่าตาข่ายของเขาคือ 0

zoom

พาโปรตุเกสคว้าแชมป์ยูโรประวัติศาสตร์

 

    ใช่ไม่ผิดเลย มันคือศูนย์ประตู

    ภาษากองหน้าเขาเรียกว่าสากกระเบือเดินได้ดีๆ นี่เอง

    อนาคตบนเส้นทางลูกหนังของเขาแทบพังไม่เป็นท่าที่อังกฤษ แต่การย้ายไปอยู่ในที่ใหม่ๆ  สภาพแวดล้อมใหม่ๆ เหมือนเป็นการรีสตาร์ตตัวเขาเองให้กับมามีไฟอีกครั้ง

    กับลีก เอิง ฝรั่งเศส เขากดไป 6 ประตู จาก 13 เกม และช่วยให้ลีลล์ไปถึงรองแชมป์เฟร้นช์ คัพ ทำให้ทีมตราหมาเห็นทางสว่างจับเอแดร์เซ็นสัญญาถาวรทันทีด้วยระยะเวลา 4 ปีตอนซัมเมอร์นี้

    ฟอร์มอันร้อนแรงอย่างน่าประหลาดใจในช่วงครึ่งซีซั่นหลังของเขา ทำให้ แฟร์นานโด ซานโตส กุนซือฝอยทองตัดสินใจใส่ชื่อเขาเข้ามาอยู่ใน 23 คนสุดท้าย แม้เหล่าแฟนบอลโปรตุกีสจะเรียกร้องให้ตัดชื่อหัวหอกสากกระเบือผู้นี้แล้วหนีบเอา บรูโน่ โมเรยร่า ดาวยิงขาขึ้นที่ซัดให้ ปากอส เฟอร์ไรร่า ระเบิดเทิดเทิงไปแทน ทว่าซานโตสก็ยังเชื่อมั่นหนักแน่นว่าจะเอาเอแดร์ไปให้ได้

    ในยูโร 2016 เอแดร์อาจจะเป็นกองหน้าอาชีพเพียงคนเดียวของทีมก็จริง แต่โอกาสลงสนามของเขานั้นจำกัดจำเขี่ยมาก เพราะแท็กติกของซานโตสนั้นวาง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ นานี่ เป็นคู่หัวหอก โดยก่อนจะถึงนัดชิงชนะเลิศ หัวหอกร่างยักษ์ผู้นี้ลงเล่นไปเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น ซึ่ง 2 เกมนั้นเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่ม และเป็นการลงเล่นในนาทีสุดท้ายเสียด้วย

    เกมชิงชนะเลิศระหว่างโปรตุเกสกับฝรั่งเศส กองเชียร์ฝอยทองแทบหมดหวังหลังต้องเห็นดาวเตะระดับซูเปอร์สตาร์ของทีมอย่างโรนัลโด้ต้องออกจากสนามหลังผ่านไปเพียง 25 นาทีด้วยอาการบาดเจ็บ

    ปกติก็เป็นรองอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีโด้แบบนี้เลิกหวังได้เลย

    เกมยังถูกตรึงสกอร์ไว้ที่ 0-0 หลังจากผ่านมาแล้ว 79 นาที เอแดร์ถูกส่งลงมาแทนที่ เรนาโต้ ซานเชส ในแบบที่แฟนๆ ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แต่ใครจะรู้ว่านี่เองคือคนที่ทำให้โปรตุเกสไปถึงฝั่งฝันครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    เขาพาบอลผ่าน โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ และสับไกผ่านมือ อูโก้ โยริส เสียบมุมตุงตาข่ายในช่วงต่อเวลาพิเศษ

    ความพยายามอย่างหนักของเอแดร์ ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่ของประเทศโปรตุเกส นั่นหมายความว่าเขาจะถูกพูดถึงในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ และจะถูกจดจำไปอีกนานแสนนาน

     ''ลูกเป็ดขี้เหร่ทำประตู'' นั่นคือคำกล่าวของ แฟร์นานโด ซานโตส

    แม้ว่ากองเชียร์สวอนซีจะมองเขาว่าห่วยแตก ย่ำแย่ขนาดไหน แต่ตอนนี้เอแดร์กลายเป็นหงส์ที่สวยงามไปแล้ว
 

พาสต้า