พฤหัสบดี ที่ 14 กรกฏาคม 2559 23:07 ทีมที่ดีกว่าไม่ได้แชมป์

View Share
SHARE

โปรตุเกส ไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดในศึก ยูโร 2016 กรุณาอย่าเถียง

 

    ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สเปน และเบลเยี่ยม เป็นทีมที่ดีกว่า โปรตุเกส 

    เพียงแต่พวกเขาเป็นแชมป์

    นี่คือฟุตบอล เกมวิ่งไล่หวดลูกหนังบนฟลอร์หญ้าที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมเล่ห์และกลยุทธสุดยอด แต่บางอารมณ์มันกลับบ้าๆ บอๆ ชนิดที่ไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าทีมที่ดีที่สุดเป็นแชมป์เสมอไปก็ไม่จำเป็นต้องลงไปฟาดแข้งกันให้เมื่อยน่อง ถ้าเป็นทีมที่ดีที่สุดต้องแสดงออกมาให้เห็นด้วยว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในสนาม

    ยกตัวอย่างเช่นในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้ที่พลพรรคกระทิงดุอย่าง สเปน สำแดงเดชให้เห็นว่าพวกเขาคือทีมที่ดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุดแบบไม่มีใครเถียง เรียกว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

    หากดูเฉพาะรายชื่อผู้เล่นแบบเพียวๆ ฝรั่งเศส เหมาะสมกับตำแหน่งแชมป์ ยูโร 2016 ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ มากที่สุด 

    ด้วยขุมกำลังที่พร้อมสมบูรณ์เกือบทุกตำแหน่ง 

    ผู้รักษาประตู - กองหลัง - กองกลาง - กองหน้า ฝรั่งเศส มีกองหน้าจริงๆ ในความหมายของกองหน้าให้เลือกใช้มากกว่า เยอรมัน กับ โปรตุเกส ซะอีก

    มิเท่านั้น

    การเป็น "เจ้าบ้าน-เจ้าเรือน" ช่วยให้ได้เปรียบขึ้นไปอีก ไหนจะความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ทั้งสภาพสนาม สภาพอากาศ รวมถึงกำลังใจจากเสียงเชียร์ล้นหลาม

    ฝรั่งเศส - เยอรมัน ในรอบตัดเชือกก็เหมือนรอบชิงฯ แบบกลายๆ คือใครชนะ คนนั้นเป็นแชมป์

    "หญิงไก่" เอ๊ย! ทีมตราไก่เฉยๆ เหิมเกริมถึงขนาดใช้แชมป์โลกอย่าง เยอรมัน เป็นทางผ่านสู่ สต๊าด เดอ ฟรองซ์ ในรอบชิงชนะเลิศพร้อม "พลังงานบางอย่าง" ที่แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวและน่าขามเกรงของการเป็นเจ้าภาพ 

    สุดท้ายดันมาตกหอไอเฟลตาย...ซะอย่างนั้น!

    ถือเป็นตอนจบที่หักมุมมิใช่น้อย

    ในเมื่อมีความพร้อมมากที่สุด ถามว่าทำไม ฝรั่งเศส ถึงไม่ได้แชมป์?

    บางทีอาจต้องเหวี่ยงสายตาไปเฮดโค้ชของพวกเขาอย่าง ดิดิเย่ร์ เดชองส์ นี่แหละ

    สิ่งที่ชาวโลกเห็นในนัดชิงชนะเลิศ คือ กุนซือวัย 47 ขวบผู้นี้ปอดแหกเกินไป 

    เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถูกอาการบาดเจ็บกระชากออกจากสนามพร้อมของเหลวที่ทะลักออกมาจากเบ้าตา

    ต่อให้มี "เจ๊ตโด้" อยู่ในสนาม - โปรตุเกส ก็เป็นรองเจ้าภาพอยู่แล้ว การปราศจากยอดดาวเตะจอมทำบุญและซอยยิกผู้นี้ยิ่งทำให้กองหลังของ ฝรั่งเศส เล่นง่ายมากขึ้น แถมไม่ต้องวิตกและกังวลจนประสาทแดร็กซ์อีกต่างหาก

    ทว่า ฝรั่งเศส กลับเล่นเกมรุกแบบกล้าๆ กลัวๆ ไม่ยอมเดินหน้าแบบเต็มสปีดบนพื้นฐานของความรัดกุม

    "เดเด้" อาจมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องผลีผลาม ค่อยๆ บีบ ค่อยบดๆ พลางเล้าโลมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวทำนบของคู่แข่งคงแตกกระจาย

    ตัดไปที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

    จังหวะที่ทุรนทุรายอยู่บนลานจอดหญ้าเหมือนจะรู้ตัวว่าอาการเจ็บนี้สาหัสนัก อาจถึงขั้นไม่ได้รับอนุญาตให้สับตีนในสนามต่อไปเลยทีเดียว 

    ว่าแล้วก็แสดงความเจ็บปวดออกมาในรูปแบบของน้ำตา

    เข้าใจความรู้สึกของ "โด้" นะครับ คุณพี่เขามุ่งมั่นและตั้งใจมากกับนัดชิงชนะเลิศ ยูโร ครั้งที่ 2 ของตัวเอง

    และการไม่อยู่ในสนามของเขา มันอาจหมายถึงความพ่ายแพ้ของทีมชาติโปรตุเกส

    หลังถูกพาเข้าห้องแต่งตัวไปประมาณนาทีที่ 25 ผู้ชมทางบ้านอย่างผมคิดว่าคงไม่มีใครได้เห็นดาวเตะผู้นี้ที่สนามอีกอย่างแน่นอน 

    หลังการปฐมพยาบาล บางทีอาจนั่งกำลังร้องไห้เสียงดังอยู่คนเดียวในห้องแต่งตัว รอฟังเสียงเฮของกองเชียร์เจ้าถิ่นว่าจะกระหึ่มขึ้นมาเมื่อไหร่

    จนแล้วจนรอดก็ได้ยินแต่เสียงซี๊ดซ๊าดดดเหมือนกินส้มตำปูปลาร้าใส่พริกขี้หนู 200 เม็ด

    เพราะ ฝรั่งเศส ไม่มีปัญญาถล่มประตูคู่แข่งที่เป็นรองแบบสุดกู่

    เห็นแล้วก็แปลกใจอยู่เหมือนกันครับ คือหลังปราศจาก โรนัลโด้ ทีมขนมฝอยทองเล่นเกมช้าทำลายเวลา ด้วยการเคาะบอลกันอยู่ในแดนของตัวเองไปเรื่อยๆ แต่แทนที่จะบีบสูง ขึ้นมาไล่บี้ในแดนคู่แข่ง ผู้เล่นเจ้าบ้านกลับไม่ขยับเข้ามากดดันซะอย่างนั้น

    เข้าใจว่าน่าจะเกิดขึ้นเพราะความกลัว - กลัวว่าขึ้นมาแล้วอาจจะเปิดช่องว่างในแดนหลังให้ โปรตุเกส ได้บุกจู่โจมเข้าใส่

    บางทีอาจเพราะ ดิดิเย่ร์ เดชองส์ เคยเป็นอดีตของมิดฟิลด์ตัวรับ ต่อเมื่อมารับบทเฮดโค้ชก็เน้นความแน่นอน ไม่ค่อยกล้าได้-กล้าเสียสักเท่าไหร่

    กุนซือตราไก่ผู้นี้ได้รับคำชมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ถูก ไอร์แลนด์ นำไปก่อนในครึ่งแรก ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนตัวผู้เล่นแบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงกันจนพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะ

    แต่เอาจริงๆ นะ คือหลังจากนั้น มันก็มองไม่เห็นว่า "เดเด้" เป็นกุนซือที่เก่งตรงไหน? 

    เกมระเบิดถังขี้พวกนักเตะตระกูล "สัน" ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย มันเกิดขึ้นตามศักยภาพทีมที่เหนือกว่าอยู่แล้ว ปัญหาคือ ดิดิเย่ร์ เดชองส์ กลับยึดติดกับทีมชุดนี้ที่ชนะข้าศึกด้วยสกอร์ห่างมากที่สุดแทนที่จะปรับเปลี่ยนทีมไปตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์

    เมื่อเผชิญหน้ากับ เยอรมัน ในรอบตัดเชือก พี่แกจึงตัดสินใจใช้ผู้เล่นชุดเดิมทุกตำแหน่ง 

    ปรากฏว่ามันไม่เวิร์คนะครับ

    เกมของ ฝรั่งเศส เป็นรองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแดนกลาง ทั้งๆ ที่มิดฟิลด์ตัวกลางของทีมในชุดสีน้ำเงิน คือว่าที่มนุษย์ร้อนล้านปอนด์คนแรกแห่งเมืองมนุษย์อย่าง ปอล ป๊อกบา กับ แบลส มาตุยดี้ แต่ทั้งคู่ดันสูู้คู่กลางของอินทรีเหล็กอย่าง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ กับ เอมเร่ ชาน ไม่ได้!

    แดนกลางเป็นรอง เพราะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ตัวรับพันธุ์แท้ที่ช่วยบดบี้ทำลายเกมคู่แข่ง โค้ชไม่ส่งลง เพราะเกมถล่ม ไอซ์แลนด์ มิดฟิลด์ตัวเก่งของ เลสเตอร์ ผู้นี้โดนแบน แต่ก็ยังชนะได้แบบขาดลอย 

    เมื่อ ฝรั่งเศส ถูกบังคับให้เล่นเกมรับ รอสวนกลับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูดู ก็ไม่ต่างจากสากกะเบือเคลื่อนที่ได้ เพราะเขาไม่ใช่กองหน้าที่มีความเร็วและคล่อง ซึ่งมันพิสูจน์ออกมาให้เห็นชัดเจนในจังหวะหลุดเดี่ยวที่เลี้ยงด้วยความเร็วแบบสโลวโมชั่นเหมือนดูภาพช้า - ผู้เป็นกุนซือกลับปล่อยให้อยู่ในสนามแบบเปล่าประโยชน์ไปเรื่อยๆ ทั้งที่บนม้านั่งสำรองยังมีกองหน้าที่เร็วและคล่องอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    ทำไม "น้องหมาก" ถึงไม่ค่อยได้ลงเล่นในการศึกยูโรครั้งนี้?

    ดูเหมือน ดิดิเย่ร์ เดชองส์ จะตัดสินฟอร์มการเล่นของเขาในเกมที่ 2 ที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ได้โอกาสลงตัวจริงแล้วดันเล่นไม่ออกจนถูกดึงออกจากสนาม

    หลังจากนั้นแทบไม่ได้สัมผัสเกมอีกเลย

    ถ้า โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ แผลงฤทธิ์ไม่ออก ตัวเลือกลำดับถัดไปคือ อันเดร-ปีแอร์ ชีญัก ซึ่งเป็นผู้เล่นสายพันธุ์เดียวกันคือนับถือสากกะเบือเป็นแม่แบบ อย่าหวังเลยว่าเด็กใหม่อย่าง "มาร์กซี่" จะได้ลงสนาม

    เรียกว่า "เจ้าที่แรง" พอสมควร

    ไอ้ที่เอาชนะเยอรมัน เรียกว่าชนะจังหวะนะครับ คือเกมเป็นรอง แต่จังหวะดีกว่า มิหนำยังมี "พลังงานบางอย่าง" ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีกต่างหาก

    ยิ่งมีชัยเหนือแชมป์โลกยิ่งมั่นใจ - มั่นใจจนลืมไปว่าชัยชนะในรอบตัดเชือกนั้นไม่ใช่ได้มาด้วยความสามารถของผู้เล่นที่เหนือกว่าสักหน่อย ซึ่งในนัดชิงชนะเลิศ "เดเด้" ก็ไม่ได้แสดงลูกพลิกแพลงออกมาให้เห็นทั้งการจัดตัวและแผนการเล่น โดยยึดเอาทีมที่ถล่มพวกไวกิ้งจากเมืองน้ำแข็งเป็นหลัก

    แล้ว คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ออกมาอีกครั้งในช่วงท้ายเกม หลังจากที่จะแน่ใจว่า ฝรั่งเศส คงไม่มีปัญหาทำลายตาข่ายทีมของเขา

    ผมว่าเพื่อนร่วมทีมเห็น "กัปตันโด้" ที่ข้างสนามคงมีกำลังใจในการเล่นขึ้นอีกโข 

    กลับไปที่ ฝรั่งเศส อีกครั้ง

    พวกเขายังเล่นเหมือนเดิม คือบุกแบบกล้าๆ กลัวๆ ยึดหลักว่าถ้ายิงไม่ได้ก็ต้องไม่เสียประตู

    ดิดิเย่ร์ เดชองส์ จัดเป็นกุนซือที่มีเกียรติประวัตินะครับ เขาเคยนำ โมนาโก เข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาเป็นผู้กระชาก ยูเวนตุส กลับขึ้นมาสู่ กัลโช่ เซเรีย อา ก่อนยิ่งใหญ่ เขาเคยเสกให้ มาร์กเซย คว้าแชมป์ ลีก เอิง และเขาเป็นผู้บูรณะทีมชาติฝรั่งเศสขึ้นมาใหม่

    เรียกว่ามีฝีมือพอสมควร

    น่าเสียดายที่ปอดแหกเกินไป ไม่เหมาะที่จะคุมทีมที่ดีกว่าใครในศึก ยูโร 2016 อย่าง ฝรั่งเศส

บอ.บู๋