พุธ ที่ 16 สิงหาคม 2560 07:52 วิกฤตบอลไทย??

View Share
SHARE

หลังๆ มานี่ผมเห็นหลายคนเริ่มที่จะพูดถึงเทศกาล "ฟองสบู่แตก" ในวงการฟุตบอลไทย ทั้งๆ ที่มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ในความคิดของแฟนบอลกลับมองว่าเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนตัวของผมเองมันยังไม่ถึงขั้นกระนั้นหรอกครับ

    ย้อนกลับไปในช่วงที่เปิดลีกในแต่ละฤดูกาลใหม่ๆ สังเกตไหมว่าหลายสนามอาจจะไม่มีคนเข้าเต็มสนาม แต่มันก็เหลือไม่กี่ร้อยเท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นว่าฟุตบอลได้แทรกซึมลงไปในสายเลือดของคนไทยแล้ว ยิ่งสัปดาห์ไหนที่ไม่มีเกมลูกหนัง ก็จะโหยหาเหมือนกับเป็นยาเสพติดก็ไม่ผิดนัก
    
    ยังดีนะครับที่กองเชียร์ยังโหยหาทีมรัก ขนาดมีเกมอุ่นเครื่องหรือว่านัดไหนพิเศษๆก็ยังหิ้วลูกจูงหลานไปรับชมกันอย่างต่อเนื่อง แต่นักข่าวอย่างพวกผม เกมลีกปิด งานต้อง "ไม่ปิด" เพราะต้องเดินหน้าตลอดเวลา เพื่อนำข่าวสารมาเผยแพร่ความเคลื่อนไหวต่างๆ ให้ได้ชมกัน
    
    แต่สิ่งที่คิดว่ามันเริ่มน้อยลง คงจะเป็นเพราะว่า ณ บัดนี้มันเลยครึ่งทางของเกมลีก มาแล้ว ฉะนั้นจะเริ่มมีเทศกาลฟุตบอลถ้วย หรือเกมกลางสัปดาห์ที่จะตะบันแข้งกันอย่างต่อเนื่อง จนหลายคนอาจจะคิดว่า "ขอดูอยู่บ้านบ้างดีกว่าไม่เสี่ยงกับรถติด"
    
    นอกจากนี้การก้าวเข้าสู่ฤดูฝน ก็ยิ่งทำให้กองเชียร์เป็นพะวักพะวงว่า จะไปสนามหรือไม่ เพราะถ้าไปแล้วฝนตก แน่นอนว่าการเสพลูกหนังคงจะไม่สนุก เนื่องจากอาจจะต้องกางร่มเชียร์ทีมรักของตัวเอง
    
    ยิ่งสมัยนี้มีอีกทางเลือกนั่นคือ การรับชมเกมสดๆ ผ่านทางบริการแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนมือถือ ยิ่งทำให้สะดวกสบายมากกว่าการเดินทางมาเข้าชมเกมในสนาม แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้รับรู้อรรถรสในการเสพลูกหนังไทยหรอกครับ
    
    เพราะการเฝ้าดูทีมรักผ่านทางมือถือ มันก็เหมือนกับช่วงที่มีถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์ ทำให้แฟนบอลขี้เกียจถีบตัวเองจากบ้านออกไปยังสนาม เพื่อฝ่าฟันการจราจรต่างๆ ที่หนาแน่นในประเทศ ไปจนถึงสนามต่างๆ
    
    เรื่องดังกล่าวมันไม่มีใครผิดหรอกครับ แค่สิ่งที่เขาทำกันเป็นสภาวะที่ "เลือกเสพ" ได้ การจะไปบีบบังคับคนคงจะทำไม่ได้ในยุคมสมัยที่ "โซเชียล" มีความไวกว่าแสง แต่วิธีแก้ก็ยังมีทางออกเสมอหากว่ากล้าที่จะออกมาเผชิญกับปัญหาเหล่านี้
    
    สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย หรือ บ.ไทยลีก จำกัด ควรจะจับมือสโมสรให้แน่น พร้อมกับให้ผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด มีช่องทางยิงสัญญาณผ่านทางแอพพลิเคชั่นเหมือนทุกวันนี้ แต่มันต้องมีการแบ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้กับสโมสรด้วย
    
    ไม่ใช่ว่า กินเอง ได้เอง เฟี้ยวเอง อย่างนั้นถ้าทำจริงๆ ระวังว่าในอนาคตวันหนึ่งจะกลายเป็นเสือลำบากในวงการลูกหนังไทย
หรือถ้าไม่ใช่สโมสรใหญ่ที่สามารถหาเม็ดเงิน ในการซื้อซูเปอร์สตาร์เข้ามาสู่ทีม เพื่อเรียกแฟนบอลเข้ามาในสนามเฉกเช่นทีมใหญ่ได้ วิธีทางออกที่ดีที่สุด นั่นคือ การสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด ไม่ใช่ว่า ทรงบอลเฉื่อยเป็นเต่า ไม่พัฒนาเข้ากับฟุตบอลไทยที่เวลานี้เร็วยิ่งกว่า 4G
    
    ผมสังเกตฟุตบอล เจลีก ของญี่ปุ่นมานาน ทำไมหนอทีมเล็กๆ ที่กำลังหนีตาย ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่าง คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ของ "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ กลับมีแฟนบอลที่เข้าไปในรัง ซัปโปโร โดม 30,000 คนอัพในทุกครั้งที่เล่นในบ้าน แถมค่าตั๋วยังแต่ 4 หลักอีกด้วย

    นั่นเป็นเพราะว่าเขาให้แฟนบอลในจังหวัด มีส่วนร่วมต่างๆ ในการสร้างทีม อาทิ แบ่งหุ้นให้สนับสนุนทีม ไม่ได้มองว่ากองเชียร์คือส่วนนอก แต่นี่แหละคือเครื่องจักรสำคัญในการสร้างทีมให้มีรากแก้วอันแข็งแกร่งเป็นพื้นฐานลำดับต้นๆ ก็ว่าได้
    
    ว่าก็ว่าเถอะ…บ้านเรายังติดคำว่า มีนักการเมือง เข้ามาทำ เพื่อหาเสียงในจังหวัดตัวเอง ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ทิ้งขว้างทีมแบบไม่ไยดี เพราะเข้ามาแค่ใช้ฟุตบอลหาผลประโยชน์เท่านั้น
    
    เมื่อกลายเป็นทีมว่าง สโมสรก็ต้องไปหาสปอนเซอร์เอง ยิ่งถ้าได้นักธุรกิจไม่รักในกีฬาฟุตบอล มาทำแค่สร้างชื่อเสียงของตัวเอง หรือไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทนกลับมา ไม่เกิน 1-2 ปี ก็ทิ้งทีมให้กลายเป็นสูญญากาศ จนนักเตะ, สตาฟฟฟ์, แม่บ้าน, พ่อค้า-แม่ขาย ตกงานกันเพียบ
    
    ผมจึงบอกไงว่า…วิกฤตของฟุตบอลไทย ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายที่จะฟองสบู่แตกแบบนั้น แต่มันอยู่ที่การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่คนไทยมักจะอิงกับโลกยุคใหม่แต่กลับไม่เยื่อใยของเก่าๆ เหมือนกับแฟนบอลในลีกยุโรปที่จะหอบลูกจูงหลานไปเสพลูกหนังทุกสัปดาห์
    
    สิ่งที่มันจะทำให้แตกก็ตรงนี้แหละครับ หัวสมองของบางคนที่ยังไม่ลึกซึ้งในแก่นแท้ของลูกหนัง เชียร์สโมสรตามกระแสมันก็จะเกิดสูญญากาศแบบที่เล่ามาให้ฟังตอนต้นจนหมด

 

    "นนท์นี่คุง" 

นนท์นี่คุง

TAG