อังคาร ที่ 10 ตุลาคม 2560 16:56 ต่อชาติเล็กๆที่ชื่อไอซ์แลนด์

View Share
SHARE

ประสบการณ์โดยตรงจากยูโร 2016 ทำให้ผมคลี่คลายปมสงสัยที่ติดค้างมายาวนานว่าทำไมคนไอซ์แลนด์ถึงมักมีชื่อต่อท้ายว่า"son"

    การเดินทางดีแบบนี้เสมอ ทำให้เปิดโลก เรียนรู้ผู้คนรอบข้าง-โลกและสำคัญที่สุดเข้าใจตัวเอง
    
    กองเชียร์จากเกาะน้ำแข็งขนกันมาเป็นพันแม้ว่าจำนวนประชากรของจะแค่ 3 แสนคนเศษหรือน้อยกว่า"บางกอก"เมืองฟ้าอมรของพวกเราหลายคนถึงกว่า 18 เท่าตัวฉาบสีสันบรรยากาศทัวร์นาเมนต์ลูกหนังที่ยิ่งใหญ่สุดของทวีปยุโรปได้ชนิดที่มีแต่คนต้องมาขอถ่ายรูปรวมถึงอัดวีดีโอจังหวะปรบมือที่ฮิตนิยมแพร่กระจายรวดเร็วภายใต้ชื่อ"Viking Clap"
    
    "เอางี้ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง มันไม่ยากอะไรเลย สมมุติว่าพ่อของคุณชื่อจอห์น(john) คุณก็ต้องมีนามสกุลว่าจอห์นสัน(johnson)อันแสดงให้ทุกคนรู้ว่าเป็นบุตรของมิสเตอร์จอห์น"แฟนไอซ์แลนด์สวมหมวกไวกิ้งที่ควงแขนแฟนสุดสวยอธิบายให้ฟังตรงถนนติดกับชายหาดเมืองนีซก่อนเกมจะชนอังกฤษรอบ 16 ทีมสุดท้าย    

    อ่ออ
    
    "ต่อไปพอคุณมีลูกแล้ว สมมุติคุณชื่อว่าโจ(jo) นามสกุลของลูกชายคุณก็ต้องโจสัน(joson)"
    
    อ่อออออออ
    
    อธิบายเพิ่มตามมา นั่นก็แปลว่าอย่างกิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สันก็มาจากการที่พ่อของดาวเตะเอฟเวอร์ตันมีชื่อหน้าว่า"ซิเกิร์ดส"หรือกัปตันชุดยูโรที่ฝรั่งเศสหมายเลข 17 อารอน กุนนาร์สสันก็ตีความได้ทันทีว่ามีพ่อที่ชื่อว่า"กุนนาร์ส"
    
    "แต่เฉพาะลูกชายนะถ้าคุณมีลูกผู้หญิงต้องลงท้ายด้วยคำว่าdottir(daughter)"
    
    ผมนอนนึกถึงภาพเหล่านั้นพลันที่ผลการแข่งขันจากนครเรกยาวิกจบลง มีการประโคมตีข่าวใหญ่โตโดยเฉพาะพาดหัวที่เหมือนกันทุกสำนักว่า"ไอซ์แลนด์กลายเป็นชาติที่มีขนาดเล็กที่สุดได้เข้ารอบสุดท้ายเวิล์ด คัพ"
    
    ใครจะรู้สึกอย่างไรต่อรายงานชิ้นนี้ก็ตาม
    
    มหัศจรรย์หรือเฉยชา
    
    หากปฎิเสธไม่ได้ว่าโลกต้องการอะไรทำนองนี้ มันเหมือนมีคนจุดไม้ขีดไฟก้านเล็กๆโยนเข้ากองน้ำมันที่อาจจะหลงเหลือเพียงหนึ่งหยด...แต่ก็ดีกว่าไม่มีเชื้อเพลิงเลย ผมกำลังหมายถึง"แรงบันดาลใจ"
    
    ขออนุญาติหยิบยกข้อมูลที่มีการเปิดเผยเอาไว้หลายเดือนก่อนว่าทำไมประเทศที่ไม่มีแม็คโดนัลด์กับสตาร์บัคส์เปิดขายถึงทำผลงานได้ดีกว่าหลายต่อหลายชาติที่มีจำนวนคนเยอะกว่า มีความพร้อมทางเศรษฐกิจกว่า
    
    ประมาณสี่ปีก่อนพวกเขาถูกฟีฟ่าวางอันดับไว้ที่ 128 แต่ปัจจุบันพุ่งกระโดดมาอยู่อันดับ 22 แบบที่ควรค้อมหัวให้อย่างแรง
    
    1. พวกเขามีโปรเจกต์พัฒนาวงการลูกหนังตัวเองมานานแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งเริ่มสร้างข้ามคืนทว่าด้วยความที่ตระหนักดีว่าในเมื่อธรรมชาติไม่เอื้ออำนวยก็เลยลงทุนสร้างศูนย์ฝึกซ้อมใหม่มาต่อเนื่อง ถึงทุกวันนี้มีศูนย์ฝึกครบวงจรถึง 7 แห่งโดยหญ้าที่ใช้ก็จะคัดแบบกึ่งสังเคราะห์เพื่อรองรับพายุหิมะ
    
    2. พวกเขาทำงานหนักตลอด จะด้วยชาติกำเนิดหรือว่าโชคชะตาเพาะบ่มก็ตาม หากคนอเมริกามักติดคำพูดว่า"good job"สำหรับชาวไอซ์แลนด์ท่องขึ้นใจกันแต่"hard work"

    3. ผู้เล่นทั้ง 23 คนที่ติดธงทีมชุดประวัติศาสตร์ล่าสุดล้วนเล่นอยู่ลีกต่างชาติในยุโรปทั้งสิ้น อย่างหนึ่งแต่ละคนก็เอาประสบการณ์ที่ได้รับมาแชร์กันหากอีกอย่างหนึ่งต่อให้จะไม่ได้สังกัดลีกตัวเองแต่ทุกคนเติบโตมาด้วยกันจากระบบเยาวชนของสมาคม(KSI)
    
    อย่าง"กิลฟี่"สตาร์เบอร์หนึ่งของทีมต่อให้จะเดินทางมาทดสอบฝีเท้ากับเร้ดดิ้งตั้งแต่อายุ 16 ขวบทว่าเขาเองก็ฝึกฝนหนักจากทีมท้องถิ่นตั้งแต่วัยล่วงเข้าสู่ประมาณ12 ขวบ
    
    นอกจากนั้นต่อให้ทั้งประเทศมีประชาการราวสามแสนคนแต่เมื่อวัดปริมาณ"คนบ้าบอล"แล้วก็ต้องทึ่งเพราะเมื่อนับจำนวนคนที่ตีตั๋วเข้าไปชมเกมลีกแต่ละสัปดาห์นับได้เฉลี่ยตกที่ 24,684 หรือคำนวนได้ 7.5% ขณะที่อังกฤษเองยังสู้ไม่ได้เลยจากประชากร 53 ล้านคน มีคนเข้าดูเฉลี่ย 1,690,460 คน ตกอยู่ที่ 3.2%ของทั้งหมด
    
    การสร้างปรากฎการณ์เข้ารอบสุดท้ายติดต่อกันจากยูโรมาจนถึงบอลโลกไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใด อย่างที่เขียนไว้ข้างบนว่าพวกเขามีแนวคิดโปรเจกต์ยักษ์มานานจนในที่สุดเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไปก็ผลิดอก นอกจากความบ้าบอลของผู้คน ปัจจุบันคนในประเทศก็หันมาสนใจวิชาชีพโค้ชกันเยอะ ตอนนี้เท่าที่ฟีฟ่ารับรองใบไลเซนส์ว่าสามารถไปคุมสโมสรใดก็ได้ในโลกนี้มี 800 คนให้แล้ว(1ต่อ 411 คน)
    
    ต่อชาติที่อุณหภูมิซัมเมอร์ช่วงกลางปียังตกอยู่ระหว่าง 10-13 องศา(ส่วนหน้าหนาวอย่าให้ต้องสาธยาย!!!)ขณะที่วันดีคืนดีก็อาจมีปะทุลาวาจากภูเขาไฟระเบิดออกมาทำให้เราตระหนักอีกครั้งว่าสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ไม่มีอยู่จริง
    
    "Viking Clap"กำลังไปดังสนั่นที่รัสเซีย
    
    มองเขาก็หันมามองเรา...แค่ปรบมือยังทำได้ไม่พร้อมกันเลย

"ไก่ป่า"

ไก่ป่า