เสาร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 10:44 เหตุผลที่ทีมอังกฤษกลับมา

View Share
SHARE

ช่วงเดียวกันนี้ของหน้าปฏิทินก่อน ก็มีสกู๊ปพิเศษโผล่ขึ้นทั้งเวอร์ชั่นหน้ากระดาษและหน้าเว็บไซต์ถึงปัญหาที่ดูจะหมักหมมของสโมสรแถวหน้าอังกฤษว่าทำไมยามเข้าร่วมเวทียุโรปถึงมักล้มเหลวไม่เป็นท่า อาร์เซน่อลแพ้เละเทะให้บาเยิร์น มิวนิค 1-5 ส่วนแมนฯ ซิตี้ถึงเอาชนะโมนาโกได้ 5-3 ทว่าทุกคนตระหนักว่ามันสุ่มเสี่ยงในเกมนัดสองซึ่งผลก็ออกมาดังกล่าวจริง

    "เราต้องเริ่มมีเบรกหนีหนาวได้แล้ว เห็นไหมว่ามันทำให้ทีมของเราไปไม่ถึงไหน เราล้าเกินไปที่จะเจอทีมที่ได้พักมาช่วงปีใหม่" บางตัวอักษรจากนักข่าวผู้ดีคงเชื่อมั่นในความคิดว่าสาเหตุสำคัญมาจากการลงเตะต่อเนื่อง

    อืมมม สามวันก่อน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยืดอกให้สัมภาษณ์ด้วยรอยยิ้มภายหลังพาทีมบุกต้อนบาเซิ่ลกระจุยสี่เม็ดด้วยการอธิบายทำไมสกอร์ถึงห่างว่า "บางทีพวกเขาคงพักนานไปกว่า 50 วัน มันทำให้จังหวะต่างๆ ของพวกเขาเสีย ส่วนข้อดีของเราซึ่งได้เตะติดต่อกันทำให้เครื่องคงร้อนอยู่"

    เขียนอีกอย่างยอดโค้ชผู้บูชา "กาตาลันนิยม" อาจกำลังบอกทุกคนว่านี่เองจึงทำให้บาเยิร์น มิวนิค ไปไม่ถึงดวงดาวในแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นถ้วยเดียวที่เขาเสกให้เข้าตู้โชว์ที่อัลลิอันซ์ อารีน่า ไม่ได้ตลอดสามปีที่กุมบังเหียนในเยอรมัน

zoom

    เจาะลึกลงไป คงต้องทุบให้ละเอียดดังนี้

    สวิสลีกของบาเซิ่ลพักถึง 7 สัปดาห์ เริ่มหยุดตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม เพิ่งมาเปิดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเอง ดังนั้น สิ่งที่เป๊ปพูดเอาไว้จึงไม่ใช่แค่การบ้วนน้ำลายทิ้งทว่ามันมีหลักฐานน่าเชื่อถือ

    ข้อนี้ต่างจากในเยอรมันหรือสเปนซึ่งมีการเบรกหนีหนาวกันราว 3 สัปดาห์ กระนั้นมันอยู่ที่การวางแผนด้วยว่าแต่ละทีมสามารถจุดประกายไฟในตัวผู้เล่นให้รู้สึกกระหายลงสนามต่อภายหลังได้หยุดมาอย่างไร

    ความพอดีสำคัญเสมอ

    ไม่มากไป ไม่น้อยเกิน ไม่สูงไป ไม่ต่ำเตี้ย...

zoom

    ทุกอย่างบนโลกนี้มีข้อขัดแย้งในตัวเอง ยกตัวอย่างความฝันซึ่งถือว่าใกล้ตัวเราทุกคน เคยคิดกันไหมครับว่าคนเราควรตั้งเป้าหมายให้สูงไว้ก่อนหรือทำอะไรด้วยการประเมินตนเป็นอันดับแรกก่อนดี

    ฝันให้ไกลไปให้ถึงหรืออยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน???

    อย่างเช่น เจอร์เก้น คล็อปป์ ประกาศว่า เปิดฤดูกาลหน้าขอตั้งเส้นชัยนำลิเวอร์พูลไปแตะถ้วยพรีเมียร์ลีก แบบนี้ถือว่าฝันเฟื่องสูงไปหรือเปล่า พวกเขาควรจะมองความจริงที่ชัดเจนที่สุดว่าเอาถ้วยในประเทศก่อนกับรักษาพื้นที่ท็อปโฟร์ต่อไป

    ครับ จากลีกที่มีตัวแทนทะลุเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศยูซีแอลแค่ 5 ครั้งใน 6 ซีซั่นหลังสุด มาตอนนี้พวกเขาการันตีว่าต้องมีสองสโมสรเข้าไปรอจับสลากจากผลงานเพียงนัดแรกของรอบน็อกเอาต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

zoom

    แมนฯ ซิตี้ของเป๊ปตุนสกอร์ 4-0 ส่วนคล็อปป์เองก็ได้กระโดดสะใจท่ามกลางสายฝนที่ปอร์โต้ด้วยสกอร์ที่น้อยคนจะคาดคิด 5-0

    "พวกเรากลับมาแล้ว" พาดหัวตัวโตแท็บลอยด์ชื่อดังฉบับเช้าพฤหัสบดี

    ภายหลังเคยเข้าชิงกันเองมาแล้วในปี 2008 และภายหลังที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับตัวแทนจากเกาะรวยเชื้อชาติที่จะตีตั๋วเข้าถึงรอบแปดทีม

    เชลซีเป็นความภูมิใจครั้งสุดท้ายของลีกที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในปฐพีนี้หากนับจากนั้นมาตรฐานก็ถดถอยเรื่อยมา ปล่อยให้สเปนกวาดไป 4 จาก 5 ครั้งหลัง

    มันมีเหตุผลแน่นอนครับว่า ทำไมฤดูกาลนี้ได้แตกต่างไป

zoom

    อย่างแรกเลย คงต้องบอกว่าทั้งบาเซิ่ลและเอฟซี ปอร์โต้ "อ่อน" เกินไปที่จะมาต่อกรในรายการที่เต็มด้วยเสือ สิงห์ กระทิง และแรด โดยเฉพาะจ่าฝูงลีกโปรตุเกสซึ่งแสดงให้เราประจักษ์ว่า ปัจจุบันมาตรฐานของอดีตแชมป์ถ้วยบิ๊กเอียร์ปี 2004 วางอยู่ตรงไหนกัน

    ผมมีโอกาสนั่งดูคู่นี้ผ่านการถ่ายทอดสด บางนาทีของเกมแอบจินตนาการว่าถ้าเอายักษ์ฝอยทองมาแข่งในพรีเมียร์ลีกจะอยู่สักอันดับที่เท่าไร??

    ทรงกับสไตล์ของปอร์โต้คล้ายคลึงวัตฟอร์ดสมัย มาร์โก ซิลวา ช่วงใกล้ตกงานยิ่ง บอลที่เน้นการพาสซิ่งแต่ประสิทธิภาพเข้าทำมีน้อย เหนืออื่นใดเกมรับพร้อมเสียประตูทุกเวลา ส่วนบาเซิ่ลก็ยิ่งไม่ต้องวิเคราะห์มาก ตามหน้าเสื่อเป็นรองแมนฯ ซิตี้ หลายขุมอยู่แล้ว ยิ่งรอแค่ตะปูตอกฝาโลง...ประกอบกับคำพูดของเป๊ปที่ว่า "พักนานไป จังหวะเลยเสีย"

zoom

    กระนั้น หากเอาผลจากนครตูรินคืนอังคารมาตีแผ่ ก็น่ามีร่องรอยของตะกอนให้ตามเก็บพอควร

    ทีมที่สามารถกะซวกเจ้าม้าลายถึงสองแผลในการไปเยือน ขณะเดียวกันนับแต่เปิดใช้สังเวียนใหม่แห่งนี้แทนเดเล่ อัลปิ เมื่อปี 2011 นี่ก็ยังเป็นหนแรกด้วยที่เจ้าพ่อลีกอิตาเลียนนำใครด้วยช่องว่างสองลูกแล้วไม่สามารถรักษาความได้เปรียบเอาไว้สำเร็จ

    ก่อนเกมมีการหัวเราะขบขันว่า เอาประสบการณ์ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้งทีมสเปอร์สมากองกัน ยังน้อยกว่าผู้ตัดสินวันนั้น - เฟลิกซ์ บรีซ

    ทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ครองบอลถึง 70% ด้วย ซึ่งก็สะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้แค่รับผลการแข่งขันที่ต้องการ แต่อย่างที่ผมเคยเขียนถึงสไตล์มาด้วย เป็นการกำราบม้าพยศสีดำขาวราบคาบในเชิงของแท็กติกลูกหนัง

zoom

    มีอยู่ 3 ข้อต่อความเชื่อส่วนตัวถึงฟอร์มร้อนแรงของทีมจากผู้ดี

    1. กฎธรรมชาติ

    กฎที่ไม่มีใครหนีพ้น มันมีจุดสูงสุดและต่ำสุดมอบให้ทุกคนบนทุกๆ เรื่อง การงาน ความรัก ชีวิตส่วนตัว ฯลฯ ก็เช่นกันสำหรับฟุตบอลก็จะมีการเดินทางเป็นเส้นวงกลมหมุนถ่ายตลอด ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหากก็คงไม่มีใครที่ล้มเหลวตลอด ดังนั้นความตกต่ำของทีมอังกฤษช่วง 5-6 ปีมานี้จึงถือว่าปกติ มันเกิดขึ้นได้

zoom

    2. ชุมนุมยอดโค้ช

    เมื่อคุณได้เป๊ปเข้ามา ได้ อันโตนิโอ คอนเต้ มา ไหนยังมีคล็อปป์ มี โชเซ่ มูรินโญ่ ไปจนถึงคนหนุ่มไฟแรงอย่างโปเช็ตติโน่ นี่เป็นลีกที่ถือว่าเป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดกุนซือยุคนี้ พวกเขาอาจจะมีช่วงเลวร้ายบ้างแต่ก็ธรรมดา (จากข้อหนึ่ง) ทว่ามาซีซั่นนี้หลายอย่างเมื่อคลิกเข้าหากันได้โดยเฉพาะฟอร์มของแมนฯ ซิตี้ ซึ่งโดดเด่นต่อเนื่อง พวกเขาก็พร้อมท้ารบทุกทีม

zoom

    3. พัฒนาการทางแท็กติก

    สำหรับผมแล้ว สุดท้ายฟุตบอลในระบบน็อกเอาต์ก็ตัดสินที่แท็กติก ยิ่งเกมเหย้า-เยือนสองนัด ขอเพียงรู้จักวางแผนให้เป็นก็มีโอกาสเข้ารอบดังนั้นเชลซียุค โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ เลยสร้างเซอร์ไพรส์ครองแชมป์ยุโรปได้เมื่อปี 2012 หรือมูรินโญ่พาทีมอย่างอินเตอร์ มิลาน หักทุกปากกาเซียนเถลิงบัลลังก์สำเร็จมาแล้ว เมื่อคืนวันพุธหงส์แดงก็ชัดเจนตรงข้อนี้ พวกเขาออกนอกบ้าน แต่สามแนวรุกซึ่งกำลังเข้าฝักก็ช่วยกันงัดจุดเด่นตัวเองไล่ถลุงเจ้าถิ่นปอร์โต้จนสะบักสะบอม พอได้ลูกแรกเร็วก็เข้าทางทันที รับแล้วโต้ รับแล้วโต้...รับแล้วโต้

    พรีเมียร์ลีกใช้เงินไปมากในแต่ละปี นี่ก็ถือเป็นแพลตฟอร์มที่เสมือนบันไดเลื่อนให้พวกเขากลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง แน่นอนพวกเขาอาจไม่ได้มีนักเตะที่เก่งสุดแห่งยุคร่วมอยู่ ทว่าเมื่อฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นกันเป็นทีม มันจึงไม่ใช่เรื่องหนักหนาเลยในการจะสร้างชื่อให้ประเทศชาติอีกครั้ง

zoom

    อย่างหนึ่งมันก็ดู "ปากจัด" ไป ถ้าจะฟันธงว่าทีมอังกฤษจะเข้าชิงกันเองหรือจะมีสักทีมก้าวไปถึงฝั่งฝันที่กรุงเคียฟสำเร็จ กระนั้นอย่างน้อยหลังฟุบเป็นค่าเงินที่อ่อนตัวมานาน มาถึงปีนี้พวกเขาพิสูจน์แล้วว่า ยังไงซะสัจธรรมของการบำเรอชีวิต "มีขึ้นมีลง" ก็คงใช้ได้ตลอดกาล

    ขอแค่รู้จักเรียนรู้ ปรับปรุงและเชื่อมั่น

    "ไก่ป่า"
    kaipa9@yahoo.com

    ****************************************************

zoom

    เสือสองตัวในถ้ำเดียวกัน

    ประเด็นของ ปอล ป็อกบา ยังมีเรื่องให้ต้องนำเสนอต่อไปภายหลังเขาดูจะกลายเป็น "แพะ" ตามสายตามูรินโญ่ นับแต่การมาของ อเล็กซิส ซานเชซ เมื่อรูปทรงเกมของปีศาจแดงไร้ซึ่งความสมดุล

    ถูกถอดออกในเกมแพ้สเปอร์สและนิวคาสเซิ่ล ขณะวันที่ทีมทุบฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ก็ต้องโดนดร็อปเป็นเพียงตัวสำรอง ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีเลยสำหรับดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสผู้พกพาค่าหัว 89 ล้านปอนด์มาแบกไว้ที่สองบ่า

    เวย์น รูนี่ย์ เองได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ตอนเป็นแขกรับเชิญให้ช่วงถ่ายทอดสดมันเดย์ไนต์ "ป็อกบาเป็นนักเตะสไตล์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

    นั่นแปลว่าตำแหน่งที่ป็อกบาควรจะเล่นคือเขยิบขึ้นสูงอีกหน่อยกว่าที่ยืนปัจจุบันเคียงข้าง เนมานย่า มาติช ทว่ามูรินโญ่จะเห็นด้วยหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่มีใครเดาได้ รายงานข่าวยังบอกอีกว่านาทีนี้เจ้าตัวไม่แฮปปี้เลย แถมยังมีการบอกว่าได้บ่นกับเพื่อนสนิทว่ารู้สึกคิดผิดที่ย้ายกลับมาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อซีซั่นที่แล้ว

zoom

    นอกจากนั้น ปัญหาที่สำคัญคงหนีไม่พ้นคำว่า "อีโก้"

    ตั้งแต่ได้ซานเชซมา มูรินโญ่ก็ดูจะปรับทีมเพื่อสตาร์ชิลีมาก ให้รับบทบาททางฝั่งซ้ายที่เจ้าตัวถนัดตลอด มีการโยกเอามาร์กซิยาลไปทางขวาด้วย คือทุกทางเพื่อสนับสนุนนักเตะตัวใหม่ที่ฟันค่าเหนื่อยเป็นสถิติใหม่ (ป็อกบาก็มีสิทธิ์คิดได้ว่าทำไมถึงไม่ปรับทีมเพื่อเขาบ้าง)

    แน่นอน เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันนี่ก็ต้องมีทำตาดุใส่กัน

    ป็อกบาผู้มาก่อน ผู้ได้รับการอุ้มชูก่อน แต่ตอนนี้ค่าเหนื่อยที่ได้น้อยกว่าคนที่เพิ่งมาแถมยังกลายเป็นแพะให้ทีมพอพุ่งชนหายนะ

    แล้วเรื่องนี้จะจบเช่นไร น่าติดตามยิ่ง

ไก่ป่า

TAG