ศุกร์ ที่ 6 เมษายน 2561 19:07 สิ่งที่หงส์มีแต่เรือไม่มี

View Share
SHARE

ผมเคยได้แต่อุทานในใจ "โอ้วววว เมื่อไรทีมเราถึงจะมีแบบนี้บ้าง" ในหลายครั้งที่ไปเยือนเอติฮัด สเตเดี้ยม คุณวาดภาพตามดูสังเวียนสีฟ้าอันโอ่อ่าที่มีพื้นที่ด้านข้างมากพอที่จะทำให้เรียกว่าอาณาจักรได้ มีสะพานยาวเชื่อมต่อไปยังสถาบันอคาเดมี่ย์ที่ลงทุนไป200 ล้านปอนด์

 เข้าไปด้านใน ก็มีตัววิ่งไฟฟ้าที่คอยรายงานสถิติระหว่างเกมทันและรวดเร็วติดอยู่ตรงตัวสแตนด์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ถ้าให้โหวตเลือกเพรสยอดเยี่ยมแต่ละซีซั่น ผมเองก็คงไม่รีรอที่จะกาให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้แน่นอน 

 คุณจะเอาอะไรล่ะ?

zoom

 ไวไฟเร็วจี๋แถมไม่ต้องไปเสียเวลาใส่รหัสใหม่อีก แค่เข้าใกล้สนามก็ต่ออัตโนมัติ ส่วนพวกอาหารกับเครื่องดื่มก็บริการให้เต็มพิกัด ไปทีหลัง น้ำหนักเพิ่มทุกที นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีเบียร์เย็นๆแช่ให้นักข่าวไว้จิบกันหลังเกมอีก

 นี่คือสโมสรที่วางความฝันไว้ว่าต้องการเป็นทีมเบอร์หนึ่งของยุโรปในอีก 5 ปีข้างหน้า
 ........
 ตัดภาพมาช่วงพระอาทิตย์ใกล้ลาขอบฟ้า ความหนาวเย็นคงปกคลุมเกาะรวยเชื้อชาติแม้ล่วงเข้าเมษา ท้องฟ้าสีเทามีฝนตกปรอยๆ 
 
 "All round the Fields of Anfield Road, Where once we watched the King Kenny play (and he could play)" บทเพลงนี้ดังกระหึ่มจากด้านหลังของแอนฟิลด์ ผมรีบสับฝีเท้าไปเพราะรู้ว่าพลาดแล้ว ไม่ได้พลาดที่ไม่รู้ข้อมูลแต่พลาดที่มาช้า
  
 เชื่อไหม แค่ห้าโมงเย็นซึ่งก่อนบอลเขี่ยลูกเกือบสามชั่วโมง เราหลงคิดว่ามาเร็วแล้ว ไงพวกฝรั่งหรือสเกาส์ขี้เมาคงไม่ได้กินเราหรอก เดี๋ยวไปจับจองพื้นที่ด้านหน้าก่อน จะได้ถ่ายคลิปวีดีโอได้มุมเจ๋ง 
 
 หากเปล่าเลยครับ...
 
 พลันที่ฝีเท้าชะลอ มองไปทิศไหนเจอแต่สีแดงเต็มพรืด จากแถวแรกที่มีรั้วกั้นจนมาถึงผมก็มีประมาณ 3-4 ชั้นได้ ผมชะเง้อไปมีพวกเด็กหงส์ที่ปืนรั้วบ้าน อาศัยความทะมัดทะแมงได้จับจองที่สูง เห็นวิวดีหลายคน 
 
 "ขอผมขึ้นไปข้างบนด้วยได้ไหม" ผมเอ่ยปากถาม
 
 "ถ้าคุณสามารถก็ขึ้นมา..." สำเนียงสเกาส์จ๋าตอบคืน

zoom

 
 เออว่ะ แม้จะลองทุกท่าแล้วแต่ก็ขึ้นไม่ได้ ก็จะขึ้นได้ไงเพราะมันแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สองเท้าได้ยืนอีกแล้ว ดังนั้นเลยต้องทำใจยืนเบียดเสียดฝูงมนุษย์ผู้ภูมิใจขนานนามตนว่า "ค็อป​" รอคอยขบวนรถบัสมา
 
 ระหว่างนั้น ก็มีการงัดเพลงต่างๆ มาเขย่าลำคอตลอด มีการจุดพลุควันสีแดงสร้างบรรยากาศที่คุณคงหาที่อื่นในอังกฤษไม่ได้โดยเฉพาะถ้าพาดสายตาไปข้างหน้าอีกไม่กี่วันที่สังเวียนโอ่อ่าสีฟ้า มันไม่มีทางเลย สิ่งที่จะเจอคงตรงกันข้ามสิ้นเชิง ความเงียบเหงาน่าเดาได้ อาจมีการไชโยโห่ร้องหน่อยก็แค่ตอนที่ทัพนักเตะเดินทางมาถึงแต่ก็ไม่มีอะไรมาก เสียงรัวชัตเตอร์อาจดังกว่าเสียงเพลงด้วยซ้ำ

 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกครับ ผมเคยสัมผัสความบ้าคลั่งของสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้มาแล้ว ย้อนไปซีซั่นที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นำทีมได้คั่วแชมป์ลีก 

 ถ้าจะมีอะไรที่แตกต่าง ก็คงต้องบอกว่ายุคเจอร์เก้น คล็อปป์ มีกองเชียร์มารอเยอะกว่า แหกปากดังกว่า...แค่นั้น
 
 ถามว่าลำพังสิ่งนี้ มันมีเอฟเฟกต์ต่อเกมบนหญ้าสีเขียวได้หรือ??
 
 คำตอบ-ได้ครับ
 
 มันยังมีผลทั้งสองฝ่ายด้วย ปลุกเร้าให้ฝ่ายหนึ่งฮึกเหิม คือเมื่อคุณนั่งรถมาแล้วเห็นแฟนตัวเองมารอต้อนรับนับพันชีวิต คุณก็ต้องกระตุ้นตัวเองว่าต้องเล่นเต็มที่เพื่อคนพวกนั้น ขณะเดียวกันมันก็ย่อมข่มขวัญอีกฝ่ายไปในตัว มันเหมือนเดอะ ค็อปคนหนึ่งที่บอกผมระหว่างรอด้วยกัน
 
 "พวกเราจะทำให้พวกซิตี้เหมือนมาขุมนรก"
 
 นี่ก็เป็นครั้งที่สองติดต่อกันที่สโมสรดีที่สุดของประเทศยุคนี้ต้องมาเสียท่าให้ลิเวอร์พูล นี่ก็ยังเป็นหนที่สองติดต่อกันที่ขุนพลจากทีมว่าที่แชมเปี้ยนออกอาการสั่นเกร็งเมื่อต้องไล่โขยกลูกหนังภายใต้บรรยากาศที่กดดัน จับบอลโดนโห่ ทำอะไรผิดหน่อยก็จะโดนแฟนบอลทั้งสี่ด้านตามด่า

 คืนวันพุธ ตั้งแต่ก่อนเกมราวครึ่งชั่วโมงจนไปถึงสิ้นเสียงนกหวีดยาวแล้วก็คงได้ไม่หยุดครับ พวกเขาคงตะเบ็งกันโดยเฉพาะเพลงที่กำลังฮิตในหมู่ชาวหงส์นาทีนี้

zoom

 
 "We’ve conquered all of Europe. We’re never gonna stop From Paris down to Turkey. We’ve won the fucking lot Bob Paisley and Bill Shankly The Fields of Anfield Road We are loyal supporters. And we come from Liverpool Allez Allez Allez"
 
 นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่คุณจะไม่ได้เจอที่เอติฮัด สเตเดี้ยมเด็ดขาด
 
 สามลูกที่รัวๆ ได้ในครึ่งแรก ระยะเวลาห่างกันแค่ 20 นาที ก็ต้องเชื่อว่าเกมฟุตบอลที่มีการโหมโรงอย่างหนัก มีความเชื่อว่าคราวนี้เป๊ป กวาร์ดิโอล่าน่าจะหาทางมาแก้ลำได้แต่มันตัดสินให้จบตั้งแต่ช็อตที่ซาดิโอ มาเน่เทกตัวขวิดบอลลูกพื้นก่อนกระแทกก้นตาข่าย
 
 สองฟูลแบ็กเรือใบที่มูลค่ารวมกันกว่า 110 ล้านปอนด์ก็ไม่ได้แสดงอะไรเลยที่เหนือกว่าสองฟูลแบ็กเจ้าถิ่นที่ราคารวมกัน 8 ล้านปอนด์
 
 ใครได้ชมเกมก็ต้องเห็นจังหวะตะบึง เข้าแทกเกิ้ลไม่กลัวเจ็บจากแอนดี้ โรเบิร์ตสัน แน่นอนซีซั่นนี้มีหลายคนที่คู่ควรได้รางวัลการเซ็นที่แห่งฤดูกาลหากหนึ่งในนั้นต้องอดีตดาวเตะฮัลล์ ซิตี้คนนี้
 
 ทว่าที่เด่นเตะตาสุดต้องทางกราบขวา จากคนที่เคยโดนวิเคราะห์ว่าน่าเป็น"จุดอ่อน"ก็ปรับตัวเองเข้าโหมดแท็กติกอย่างยอดเยี่ยม
 
 ไอ้หนูเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์เก็บเลรอย ซาเน่เข้ากระเป๋า อาจมี1-2จังหวะที่ปล่อยให้ปีกทีมชาติเยอรมันหลุดไปแต่ก็ต้องยอมรับว่าบอลของซิตี้ขึ้นแต่ทางด้านนี้บ่อย นอกนั้นไม่ตัดเข้าก่อนก็แย่งบอลจากเท้าได้เลย จะแปลกใจตรงไหนที่เสียงปรบมือสนั่น
 
 ผมว่านี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้สกอร์ขาดลอย 3-0 
 
 คือก่อนลงสนาม เราต่างคิดไว้อยู่แล้วคู่นี้ยังไงก็น่าจะยิงกันเยอะ เพียงแค่น้อยคนจะคาดเดาว่าลิเวอร์พูลรักษาคลีนชีตสำเร็จซึ่งในเวทียุโรปทำให้พวกเขากุมความได้เปรียบมากเข้าอีก เกมสองขอแค่ยิงประตูทีมเยือนให้ได้ ก็เหมือนโยนภาระให้ทีมเป๊ปอีกเท่าตัว
 
 ที่น่าที่งต่อมา แมนฯซิตี้ทีมที่กดไป 88 ลูกในลีกจะหาโอกาสส่องไม่ตรงกรอบเลย
 
 ทีมของคล็อปป์ด้อยเกมรับ??
 
 พญาหงส์ไม่เคยวางใจได้เลยเมื่อเสียเซตพีซ??

zoom

 
 เดยาน ลอฟเรนลงทีหลังเสียวทุกที??
 
 นี่เป็นหลักฐานพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ คืนแบบนี้เป็นคืนที่เพอร์เฟกต์มากสำหรับปวงเดอะ ค็อปทุกหมู่เล่า พวกเขาสมควรชนะบนเท้าหนึ่งข้างที่ข้ามสู่รอบตัดเชือกแล้ว กระนั้นถ้าจะวิจารณ์ถึงแท็กติกของเป๊ปก็คงต้องเริ่มจากการจัดสิบเอ็ดตัวแรก การเลือกอิลคาย กุนโดกันก่อนแล้วดร็อปราฮีม สเตอร์ลิ่งเป็นเรื่องที่ต้องถกกัน
 
 อะไรดลใจให้ยอดโค้ชผู้บรรลุโสดาบันคิดเช่นนั้น?
 
 ก็น่ามาจากเกมในลีกที่โดนกำราบมา วันนั้นเกมเพรสซิ่งของหงส์เล่นงานจนสะบักสะบอม เป็นเกมที่เควิน เดอ บรอยน์จ่ายบอลเสียมากที่สุด ก็อาจต้องการใครสักคนมาช่วยแบ่งเบา กระนั้นการวางตำแหน่งที่ดูสับสนทำให้แดนกลางของเรือวิ่งทับกัน บางจังหวะที่ควรตัดบอลได้ก็กลายว่าวิ่งเติมกันมาหมดจนมีพื้นที่ว่างให้เสียโต้กลับก่อนเป็นประตู
 
 ถ้าสังเกต ครึ่งหลังดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยมดันสูงไปคล้ายเป็นตัวรุกฝั่งขวา เกมก็ดีขึ้นทันที เนื่องจากมันเป็นธรรมชาติของซิตี้มากกว่า
 
 สถิติที่สะท้อนมุมนี้ก็คือทั้งเฟร์นานดินโญ่, กุนโดกัน, เดอ บรอยน์ และดาบิด ซิลบา ออกสตาร์ทตัวจริงพร้อมกันแค่ 5 ครั้งทั้งซีซั่นโดยชนะแค่นัดเดียว!!!
 
 ผมก็เพิ่งมาเห็นระเบียบวินัยเกมรับของหงส์ภายใต้คล็อปป์ก็นัดนี้
 
 ทั้งสิบเอ็ดคนมาแดนตัวเอง ทุกคนช่วยกันกวดขันปิดช่องไม่ให้บอลพาสซิ่งของซิตี้ทำอะไรถนัด คือครองบอลไป จ่ายบอลไปแต่ไม่ได้สร้างอันตรายเลย

zoom

 
 ต่อมามาตรฐานที่ตกไปบนความมั่นใจเกินเหตุของซาเน่ มีจังหวะที่หลุดไปตรงริมกรอบเขตโทษหน้าปากหงส์แล้วแต่ก็เลือกตะบันเอง ทั้งที่เดอ บรอยน์หลุดไปทางซ้าย 
 
 กาเบรียล เชซุส กลายสภาพเป็น "ลูกแมว" เมื่อต้องมาชนกันสองยักษ์ทั้งฟาน ไดค์กับลอฟเรน ไปไม่รอดหรอก ยิ่งพอบอลตัน มาอาศัยโยนก็โดนดักเก็บเรียบ ถ้าเซร์คิโอ อเกวโร่ฟิตก็อาจได้ลุ้นกว่านี้เนื่องจากมีลูกเก๋า รู้จักเรียกฟาวล์หรือพาบอลแหกไปเอง
 
 คืนเย็นยะเยือกยังบอกอะไรกับเราอีกบ้าง?
 
 คล็อปป์พัฒนานักเตะที่เคยโดนตราหน้าว่า "ชั้นไม่ถึง" อย่างอ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลนให้กลายเป็นมิดฟิลด์ที่ดีคนหนึ่ง วิ่งไม่หยุดแถมยังทำประตูงดงามอีก
 
 คล็อปป์กับลิวอร์พูล ฟุตบอล คลับก็ยังเหมาะกันราวกิ่งทอง-ใบหยก เรื่องโทรฟี่ เรื่องทวงความยิ่งใหญ่เหมือนอดีตเป็นอีกเรื่องครับทว่าด้วยคาแรกเตอร์ ด้วยสไตล์จำเพาะ ด้วยความลึกซึ้งในลมหายใจของเกมลูกหนัง ทั้งคู่เข้ากันได้ยอดเยี่ยม
 
 ขณะเดียวกันคำกล่าวที่อ้างถึง "นักเตะคนที่ 12" ซึ่งได้ยินมาตลอด ขอยืนกรานว่ามีอยู่จริง...คุณสามารถมาเจอพวกเขาได้ที่แอนฟิลด์
               

    "ไก่ป่า"

 ปล. ส่วนพวก "ปลาเน่า" ที่ไปทำลายรถโค้ชของ แมนฯ ซิตี้ ก็ถือเป็นแบบอย่างของแฟนบอลที่ไม่ดี ใครผิด ใครถูกก็ควรแยกแยะเช่นเดียวกัน

ไก่ป่า