จันทร์ ที่ 14 พฤษภาคม 2561 21:45 ปีที่สอง (และสาม) ของเป๊ป

View Share
SHARE

เป็นอันว่าเป๊ป กวาร์ดิโอล่ายอดกุนซือสแปนิชย้ายมาสร้างบารมีเพิ่มในพรีเมียร์ลีกจนได้หลังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่มาก่อนทั้งในลา ลีกา และบุนเดสลีกา

    แม้ปีแรกกับแมนฯ ซิตี้จะจบลงด้วยความว่างเปล่า แต่พอขึ้นปีที่สอง ดูเหมือนว่ากุนซือกาตาลันจะจับทางถูก และรู้ถึงวิธีประสบความสำเร็จในลีกเมืองผู้ดีอย่างน่ายกนิ้วให้

    เริ่มจากการขยี้อาร์เซน่อลยับเยิน 3-0 คว้าแชมป์ลีกคัพเป็นประเดิม และตบท้ายด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกพร้อมทั้งสร้างสถิติใหม่ต่างๆนานา

    อาทิ...

    เป็นทีมแรกที่เก็บได้ 100 แต้มภายใต้ระบบ 38 นัด

    ชนะมากที่สุด 32 นัด

    ยิงประตูได้มากที่สุด 106 ลูก

    ชนะเกมเยือนมากที่สุด 15 นัด

    โกยแต้มในเกมเยือนได้มากที่สุด 50 แต้ม

    มีผลต่างประตูมากที่สุด 79 ลูก

    โกยแต้มทิ้งรองแชมป์ได้ห่างที่สุด 19 แต้ม

    และฯลฯ

    เรียกว่ากวาร์ดิโอล่าเป็นผู้จัดการทีมที่ไม่ได้มองเพียงแค่ชัยชนะเท่านั้น หากแต่เขามองไปไกลกว่านั้น

    ไม่ว่าจะเป็นการคว้าชัยชนะอย่างมีสไตล์ และการถล่มประตูทีมคู่แข่งให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้โดยไม่เว้นว่าทีมนั้นจะเป็นทีมเล็กหรือว่าทีมใหญ่

    จะว่าเข้าข่ายกุนซือโรคจิตก็ย่อมได้เพราะทุกนัดกวาร์ดิโอล่าจะให้ความสำคัญเหมือนกันหมดโดยไม่มีคำว่า "ยืดหยุ่น" อยู่ในหัว

    สำคัญในที่นี้คือความเป็นกุนซือที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ 100% หรือถ้าไม่ถึงร้อยก็ต้องสมบูรณ์แบบให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    กล่าวได้ว่ากวาร์ดิโอล่าเป็นโค้ชที่ไม่เคยพอ หรือไม่พอใจอะไรง่ายๆนั่นเองดังจะเห็นว่าขนาดเรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จแล้ว เขายังคงเน้นเกมที่เหลือทุกนัดโดยนำเอาการทำลายสถิติชิ้นต่างๆมาเป็นโจทย์ให้กับนักเตะ

    จึงพอจะพูดได้ว่าใครที่ต้องการค้าแข้งกับแมนฯ ซิตี้ หรือว่าร่วมงานกับกวาร์ดิโอล่าจะมาทำเป็นพอใจในความสำเร็จที่ได้รับตรงหน้าแค่นั้นไม่ได้เด็ดขาด

    จึงไม่แปลกที่เขาไม่ส่งดาวรุ่งลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากพอทั้งๆที่ได้แชมป์เรียบร้อยแล้วโดยเล็งถึงการสร้างสถิติเป็นหลัก และนำมาซึ่งข่าวที่ว่าฟิล โฟลเด้นกับบราฮิม ดิอาซจะไม่ได้เหรียญแชมป์เนื่องจากลงเล่นไม่ถึงเกณฑ์ซึ่งทำเอาเป๊ปออกอาการหัวร้อนต่อกฏข้อนี้ของลีกเมืองผู้ดี

    แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นิยามของโค้ชเป๊ปอยู่ที่การพัฒนาต่อไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้โดยมีการทำลายสถิติอย่างมากมายก่ายกองเป็นหลักฐาน

    อย่างไรก็ดี หลังจากซีซั่นจบลง ความสำเร็จของแมนฯ ซิตี้ได้กลายเป็น "อดีต" ไปเรียบร้อยแล้ว

    และแน่นอนว่ากุนซือสแปนิชเริ่มลงมือวางแผนเตรียมความพร้อมสำหรับซีซั่นหน้าแล้วด้วยการจับเอแดร์ซอนนายทวารทีมชาติบราซิลต่อสัญญาออกไปจนถึงปี 2025

    พร้อมกันนี้ ก็ว่ากันว่าทีมตราเรือใบจะเดินแผนเสริมทัพด้วยการฉุดริยาด มาห์เรซให้สำเร็จจงได้อีกด้วยหลังจากล้มเหลวในการล่าตัวปีกฝีเท้าจัดของเลสเตอร์ ซิตี้ไปในคราวเปิดตลาดหนก่อน

    ขณะเดียวกัน ใครที่ไม่อยู่ในแผน หรือว่าไม่ดีพอสำหรับแมนฯ ซิตี้ก็คงโดนเลหลังออกจากเอติฮัด สเตเดี้ยมในไม่ช้าอันมียาย่า ตูเร่ระเห็จออกไปเป็นรายแรกหลังหมดสัญญา

    อย่างไรก็ดี จากมาตรฐานสูงปรี๊ดที่กวาร์ดิโอล่านำมามอบให้กับพรีเมียร์ลีก มันก็เปรียบเป็น "ดาบสองคม" สำหรับตัวเขาเองเช่นกันที่จะต้องสานต่อผลงานของตัวเองให้ได้หากต้องการพาทีมไขว่คว้าความสำเร็จเพิ่มเติมเพื่อป้องกันคำว่า "ตกต่ำ"

    ฉะนั้นแล้ว ศึกพรีเมียร์ลีกซีซั่นหน้าจะเป็นไปอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนมากขึ้นอีกหลายขีดขั้นอย่างไม่ต้องสงสัยเนื่องจากกุนซือรายอื่นๆอย่างโชเซ่ มูรินโญ่ , เจอร์เก้น คล็อปป์ และเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ย่อมต้องยกระดับทีมของตัวเองให้ได้เช่นกันเพื่อต่อกรกับแมนฯ ซิตี้ให้สูสีมากขึ้น

    แต่ก็นั่นแหละ พรีเมียร์ลีกมีความยากกว่าลา ลีกา และบุนเดสลีกาเนื่องจากลีกนี้ไม่มีการผูกขาดตำแหน่งแชมป์ และมีคู่แข่งที่เป็นตัวแปรอยู่หลายทีม

    ต่อเรื่องที่ว่านี้ ไม่ต้องมองอื่นไกลเลยเพราะอันโตนิโอ คอนเต้กุนซือเชลซีประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในซีซั่นแรกของเขา แต่ซีซั่นถัดมากลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

    และไม่ว่ามันจะเป็นเพราะสิงห์บลูส์เสริมทัพได้ไม่เอาอ่าว หรือว่ากุนซือสัญชาติมะกะโรนีเดินหมากพลาดเองก็ตามที

     มันย่อมไม่แน่ว่าเป๊ปอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่ว่านี้ในซีซั่นหน้าก็เป็นได้...

                                                                                                       ธีระ

ธีระ