ศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2561 12:46 2 แต้มที่หงส์ตามเรือใบ

View Share
SHARE

เมื่อวันก่อนคอลัมนิสต์ผู้มีอาการทางจิตเล็กน้อยอย่างผมมีโอกาสสนทนาภาษาลูกหนังกับคอลัมนิสต์รูปหล่ออย่างพี่ Jackie

    หัวข้อที่นำมาสนทนากันก็คือเรื่องของ ลิเวอร์พูล นี่แหละ อิอิอิ

    ผ่านไป 12 นัดในพรีเมียร์ลีกและฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลยังไม่เคยเสียหลักพุ่งชนความปราชัย แถมตามหลังจ่าฝูงอย่าง แมนฯ ซิตี้ เพียงแค่ 2 แต้มเท่านั้น แต่คนข่าวผู้เคยเดินทางไปกินซกเล็กวัวกระทิงที่สเปนกลับให้ข้อสังเกตว่าผลงานของพลพรรคหงส์แดงไฉไลขึ้นก็จริง ทว่าความดุดันและกะซวกไส้จะลดน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

    อืมมมมม...นะ

    ลิเวอร์พูลออกสตาร์ตในฤดูกาลนี้ด้วยความเร็ว-แรงแบบทะลุนรก และกะซวกทุกอย่างที่ขวางหน้าประหนึ่งเครื่องจักรสีแดงผู้อหังการ ว่าแล้วก็ยัดเยียดความบรรลัยให้คู่แข่งของตัวเองถึง 6 เกมติดต่อกัน โดยกระหน่ำตาข่ายถึง 14 ดอก และเสียแค่ 2 ประตูเอง

    หลังจากนั้นก็เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด

    6 นัดถัดมาในพรีเมียร์ลีก พวกเขาชนะ 3 เสมอ 3 ยิงได้ 9 และเสียไป 3

    ศักยพลานุภาพในเกมรุกลดลงไปจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

zoom

    ที่สำคัญคือวิธีการเล่นอันสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างคมชัด จากที่เคยอัดกระหน่ำใส่คู่แข่งด้วยความหนักหน่วง-รุนแรง และซอยยิกแบบไม่ยั้งหยุดในจังหวะ "เฮฟวี่ เมตัล" ลดลงเหลือแค่ "ร็อค แอนด์ โรลล์" ซึ่งถือว่าลดความดิบเถื่อนลงมาหน่อย

    กล่าวคือระยะหลังๆ เจอร์เก้น คล็อปป์ วางแผนให้ลูกทีมเพลาการเล่นแบบ "เพรสซิ่ง" โดยหันมาเล่นแบบเน้นผลการแข่งขันบนความรัดกุมมากยิ่งขึ้น 

    อย่างที่ทราบกันดีนั่นแหละครับว่าวิธีการเล่นแบบ "เฮฟวี่ เมตัล ฟุตบอล" มันต้องใช้พละกำลังมหาศาลในการบดบี้คู่แข่งแบบ "Unstoppable Sex Machine" ขณะที่บางเกมไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องแบบเต็มสูบซะขนาดนั้นก็ได้

    ยกตัวอย่างเช่นเกมที่เจอกับทีมท้ายตารางอย่าง ฮัดเดอร์สฟิลด์ หรือ ฟูแล่ม ที่ไม่ต่างจากลูกมือในกำไก่ เอ๊ย! ลูกไก่ในกำมือ คือจะบีบก็ตายจะคลายมึงก็ตายอยู่ดีนั่นแหละ มันจึงไม่จำเป็นต้องไปสิ้นเปลืองพลังงานในการเพรสซิ่งให้มากขนาดนั้น

    พูดง่ายๆ ว่าเอาแค่ชนะให้ได้ก็พอ

    ลิเวอร์พูลจึงมีชัยเหนือฮัดเดอร์สฟิลด์แค่ 1-0 และชนะทีมบ๊วยอย่าง ฟูแล่ม ในบ้าน 2-0 ด้วยฟอร์มการเล่นที่ "เด็กหงส์" แทบทุกหมู่เหล่าต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไหร่ 

zoom

    ประการต่อมาที่จำเป็นต้องเน้นผลการแข่งขัน ด้วยการเล่นที่ระมัดระวังมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาด เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือพยายามเกาะหลัง แมนฯ ซิตี้ ไปเรื่อยๆ อย่าให้ถูกทิ้งห่างเป็นอันขาด

    ฉะนั้นจะหลับหูหลับตาบุกตะลุยอย่างผลีผลามลูกเดียวไม่ได้ เหตุเพราะเล่นแบบนั้นมันมีความเสี่ยงซ่อนอยู่

    ทีนี้เรามาดูผลงาน 12 นัดแรกของลิเวอร์พูล ในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วกันนะครับ

    ชนะ 6 เสมอ 4 และแพ้ 2 ได้ 24 เสีย 17 ประตู สะสมได้ 22 แต้ม

    เมื่อนำมาเทียบกับ 12 นัดแรกในฤดูกาลนี้พบว่าคะแนนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 8 แต้ม

    เกมรับก็เหนียวแน่นและแข็งแกร่งขึ้นแบบผิดหูผิดตา เพราะเพิ่งโดนแย่งไปแค่ 5 ประตูเท่านั้น ขณะที่เกมรุกฤดูกาลนี้ยิงได้น้อยกว่าเดิมเพียงแค่ประตูเดียวเอง...พุทโธ่

    ภาพรวมถือว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผลงานของลิเวอร์พูลไฉไลเป็นบ้ามากขึ้น

zoom

    ต่อเมื่อถามว่าแล้วชอบแบบไหนมากกว่ากัน?

    นักพากย์ของช่อง 7 สี และผู้บริหารระดับสูงแห่งห้องอาหาร "ณ อุดร" (เข้าซอยรามอินทรา 40 จากถนนรามอินทรามาสัก 300 เมตร อยู่ทางซ้ายมือตรงข้ามบริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด มหาชน) ตอบว่า...

    "ชอบฤดูกาลที่แล้วมากกว่าว่ะ"

    ถามว่าทำไม?

    ผลงานโดยรวมถือว่าเป็นบวกขึ้นก็จริง เฉพาะอย่างยิ่งเกมรับ เพียงแต่วิธีการเล่นของฤดูกาลที่แล้วมันอุดมด้วยความดุดันมากกว่า เฉพาะอย่างยิ่งเกมรุกที่ระห่ำโคตรโหดไม่ปรานีใคร 

    สามประสานในหน่วยล่าสังหารอย่าง โม ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก็ระเบิดฟอร์มการเล่นอันเปล่งปลั่งอย่างน่าสยดสยองออกมามากกว่าตอนนี้ แถมมีการประสานงานกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่ต่างคนต่างเล่นเหมือนที่เห็นในตอนนี้

    แม้นจะตามอยู่แค่ 2 แต้มก็จริง

    แต่ในความรู้สึก ลิเวอร์พูล อยู่ห่างจาก แมนฯ ซิตี้ มากกว่า 2 แต้ม

    เข้าใจไหมครับคุณ?

zoom

    ตารางคะแนนไม่เคยโกหกใครก็จริง กระนั้นอย่างที่ผมเคยพูดเป็นตัวหนังสืออยู่เสมอนั่นแหละว่าบางครั้งมันไม่ได้สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นเสมอไป

    คือเมื่อเทียบฟอร์มการเล่นระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ซิตี้ คุณจะพบว่าแชมป์เก่ามีความสมบูรณ์แบบและครบเครื่องต้มยำน้ำข้นมากกว่า แถมฤดูกาลนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังใส่ความเขี้ยวลากดินเพิ่มขึ้นไปอีก

    แทบทุกคนมองเห็นเหมือนกันว่า แมนฯ ซิตี้ จัดเป็นโคตรทีมที่ไร้เทียมทานมากกว่าฤดูกาลก่อนด้วยซ้ำ

    ไอ้ที่แต้มยังไม่ห่างกันมากนัก เพราะมี "พลังงานบางอย่าง" มาคอยช่วยเหลือลิเวอร์พูลซะมากกว่า

    มีหลายเกมที่พวกเขารอดตายแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ชนิดที่ยมบาลยังไม่เข้าใจว่าพวกมึงรอดได้อย่างไร

    รอดพ้นจากการเสียจุดโทษในเกมที่บุกไปอัดตูดไก่

    ลูกยิงหงส์จับยัดของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่ตีเสมอ เชลซี อย่างหวุดหวิด

    หรือการสังหารจุดโทษไปดวงจันทร์ของ ริยาด มาห์เรซ จนทำให้ แมนฯ ซิตี้ โยนชัยชนะของตัวเองทิ้งไปที่แอนฟิลด์

zoom

    เหล่านี้ช่วยให้ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังไม่ถูกทีมจ่าฝูงทิ้งห่างจนเกินไปนัก

    นอกจากนี้ลองสังเกตจากอัตราต่อรองตัวเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกของบ่อนพนันแบบถูกกฎหมายที่เมืองหลวงแห่งลูกหนังดูนะครับ

    แมนฯ ซิตี้ เป็นเต็งหนึ่งแบบนอนมาพลางกระดิกนิ้วตีนยิกๆๆๆ ด้วยอัตรา 1-4

    หมายความว่าต้องเอาถึง 4 ไปแลกกลับมาได้แค่ 1 เท่านั้นเอง

    ขณะที่ "หงส์แดง" เป็นเต็ง 2 ด้วยอัตรา 4-1

    หมายความว่าแทงแค่ 1 ได้คืนถึง 4

    คะแนนในตารางห่างกันแค่ 2 แต้มก็จริง แต่ไฉนในอัตราต่อรองกลับห่างกันถึง 8 เท่าตัวเลยล่ะ???

    แบบนี้แหละที่เรียกว่า...น้อยนิดมหาศาล

    คิดแล้วก็น่าน้อยใจในโชคชะตานะครับ

zoom

    ลิเวอร์พูลสู้อุตส่าห์ปรับปรุงตัวเองจนพร้อมที่จะคว้าแชมป์ที่พวกเขาห่างเหินและโหยหามานานถึง 28 ปีอีกครั้ง และหากย้อนกลับไปในฤดูกาลที่ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก (2015-16) คงไม่มีปัญหาสำหรับหงส์แดงชุดนี้ที่คงผงาดฟ้าและสิ้นสุดการรอคอยของตัวเองไปเรียบร้อย

    เรียกว่าทั้งจังหวะและเวลาไม่ค่อยเป็นใจเหมือนถูกใครบางคนบนฟ้ากลั่นแกล้ง

    หลังจากสนทนาภาษาลูกหนังกันถึงจุดนี้ เด็กหงส์ผิวเข้มแห่งอำเภอสองพี่น้องอย่างพี่ Jackie ก็ค่อยๆ ส่ายหัวพลางยอมรับตามตรงว่าคงเป็นเรื่องยากที่ลิเวอร์พูลจะโค่นอำนาจของ แมนฯ ซิตี้ แล้วคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

    อย่างไรก็ตาม

    โทษฐานของรุ่นน้องที่น่ารัก ผมบอกแกว่าเส้นทางยังเหลืออีกยาวไกล

    อย่างน้อย ลิเวอร์พูล ก็มีเกมรับที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งอันเป็นพื้นฐานของทีมที่จะประสบความสำเร็จ

    ปัญหาในการตบเด็กที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดก็ได้รับการแก้ไขแล้ว

zoom

    มิเท่านั้นพวกเขายังมีคุณสมบัติของแชมเปี้ยนอีกต่างหาก คือตายยากยิ่งกว่า "เจสัน" ทั้ง 18 ภาค

    ถ้าคนบนฟ้าใจไม้ไส้ระกำไม่อยากให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ก็คงไม่ประทานพลังงานบางอย่างให้พวกเขาแบบนี้หรอก

    ผมยังเชื่อว่าการขับเคี่ยวแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพียงเพราะความเจิดจรัสของ แมนฯ ซิตี้ ใน 12 นัดแรก 

    อะไรก็บังเกิดขึ้นได้ในเส้นทางที่เหลืออยู่

    ความหวังยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไปครับ

    You will never walk alone

    แต่ขอเรียนตามตรงว่า...

    เมื่อได้ยินเด็กหงส์ตัวยงอย่างพี่แกพูดแบบนั้นแล้วผมก็สบายใจ อิอิอิ 

    บอ.บู๋

บอ.บู๋