พฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 17:31 Premflix....พรีเมียร์ฟลิกส์

View Share
SHARE

สองสามวันก่อนผมเขียนลงสตาร์ซอคเก้อร์ อย่างละเอียดไปแล้ว ว่าเทคโนโลยี นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่โลก ถึงวันนี้เราก็ "โซเชียล" กันเต็มตัวไปหลายปีละ

    เว็บข่าวออนไลน์, เพจสำนักข่าวทั้งทางและอิสระ เพียงแค่มือสมาร์ทโฟน, แทบแลต คุณเป็นสื่อได้ ส่วนใช่สื่อจริง สื่อปลอม ผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณ แยกแยะเอง

    เช่นเดียวกับเรื่องดูถ่ายทอดสดฟุตบอล เห็นมีข่าวว่าบอลไทยขายลิขสิทธิ์ได้ ราคา "แพง" มาก ก็ยังงงๆอยู่ว่าบริษัทหรือเอเจนต์ซี ที่หอบเงินมาซื้อนั้น เห็นอะไรในฟุตบอลไทย...

zoom

    ยอดคนดูลดลงฮวบฮาบ...รายได้หายไป มีแต่รายจ่าย หลายทีมทยอยยุบตัว ปิดตัวเอง รอดูนะครับ หลังเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลครั้งใหม่ เขาจะเปิดเผยชื่อบริษัทที่ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลไทยลีก

    ซึ่งเชื่อว่านายกฯ น่าจะเป็นคนเดิมแหละครับ ไร้คู่แข่งที่มาสู้กับท่านได้....แน่นอน

    ว่าเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดบอลที่กำลังมุ่งหน้าหาโซเชียล ผมเขียนอย่างละเอียดในสตาร์ซอคเก้อร์ รายวันไปก่อนแล้ว ทางออนไลน์คงสรุปความละกันครับ

    เมื่อ มิ.ย. 2018 พรีเมียร์ลีกขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเฉพาะในUK ก็ละแวกอังกฤษ,สกอตแลนด์, ไอร์แลนด์เหนือ, เวลส์ จำนวนทั้งสิ้น 7 แพคเกจ ตามสลอตเวลาของพวกเขา

    มี2 บริษัทสื่อทีวี กับอีก1 บริษัทออนไลน์ สื่อทีวีก็ สกายสปอร์ต จ่ายเยอะหน่อยกวาดไป 128 แมตช์ บีที สปอร์ต 52 แมตช์ และ สตรีมมิง โดย แอมะซอนอีก 20 แมตช์

zoom

    นี้คือครั้งแรกที่มีฟุตบอลสด สตรีมมิง ในประเทศอังกฤษ แอมะซอน เหมาช่วง บ๊อกซิงเดย์ และ แบงค์ ฮอลิเดย์ โดยที่อังกฤษมีธรรมเนียมไม่ถ่ายทอดสดเวลา 15.00 น. วันเสาร์

    ส่วนแฟนบอลบ้านเราชม 380 นัดทั้งซีซั่น ทุกช่วงเวลา ทุกครั้งที่มีแข่งขัน....ทางทรู วิชันส์, ทรู ไอดี นั่นแหละ

    สรุปค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดที่ต้องจ่ายให้พรีเมียร์ลีกนะครับ สกายสปอร์ต 3.579 พันล้านปอนด์ หรือ 143,160 ล้านบาท คิดเฉลี่ยต่อเกมเท่ากับ 9.3 ล้านปอนด์

    ทางด้านบีที จ่ายล่าสุด 295 ล้านปอนด์ เฉลี่ยต่อนัดเท่ากับ 9.22 ล้านปอนด์ คิดต่อเกมแล้วจ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิม 7.6 ล้านปอนด์ต่อนัด

    นี่คือค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเฉพาะในอังกฤษนะครับ ...จำนวน 7 แพคเกจ จากสามบริษัทใหญ่เป็นทีวีสองเจ้าและสตรีมมิ่งหนึ่งเจ้า โดยสัญญาสิ้นสุด 2022 ซึ่งจากนั้นจะขยับตัวกันแบบไหน มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นหรือไม่ .....โปรดติดตาม

    ล่าสุดทางพรีเมียร์ลีกประกาศจะ สตรีมมิ่ง ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก หลังจากปี 2022 ไปแล้ว...กรอบเวลายังไม่รู้แน่ชัด

    พรีเมียร์ลีกโยนก้อนหินถามทางในชื่อ Premflix ลักษณะคล้ายๆกับ Netflix จ่ายรายเดือนดูคอนเทนต์หนังนับพันๆเรื่อง

    ผมก็เป็นสมาชิก Netflix ครับ เดือนละ 350 บาท 2 แอคเคาท์ แล้วถ้าเป็นฟุตบอลละ....ถามผมนะครับ ผมก็คงต้องเป็นสมาชิก เพรมฟลิกส์ ทั้งดู ทั้งทำงานด้วย

    ตอนนี้ผู้บริหารคนใหม่ของพรีเมียร์ลีกคือ ริชาร์ด มาสเตอร์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อทุกฉบับในอังกฤษไปแล้ว พรีเมียร์ลีกลงทุนศึกษา วิจัย เพื่อสร้างรูปแบบใหม่ต่อ "ลิขสิทธิ์" ถ่ายทอดสดฟุตบอล ควบคู่ไปกับการ "ขาย" ลิขสิทธิ์ทางทีวี

zoom

    อย่างที่ทราบกันดีพรีเมียร์ลีกขายลิขสิทธิ์ทาง"ทีวี" เฉพาะในสหราชอาณาจักรในวงเงินข้างต้นคือเกือบ4 พันล้านปอนด์ บวกกับขายไปทั่วโลกในวงเงิน 1.4 พันล้านปอนด์

    รวมแล้วประมาณ 2 แสนล้านบาท!!

    อันนี้คือเงินก้อนใหญ่ใน 3 ปีที่เข้ากระเป๋า (2019-22) แต่ถ้าทำสตรีมมิ่งออกมาแล้วเป็นรูปแบบเดียวกันกับ Netflix คือเก็บค่าสมาชิกรายบุคคลและรายเดือน พรีเมียร์ลีกจะได้เงินทุกเดือนและกินยาวๆ ไปเลย

    ยกตัวอย่างนะครับ...

    พรีเมียร์ลีกขายลิขสิทธิ์ที่สิงคโปร์ให้กับ Singtel ในวงเงิน 70 ล้านปอนด์ ต่อฤดูกาล รวมสามซีซั่นเท่ากับ 210 ล้านปอนด์

    คิดเป็นเงินไทยคือ 8482.67 ล้านบาท

    จากนั้น Singtel มาเก็บค่าสมาชิกรายเดือน ทำรายได้ปีละ 175 ล้านปอนด์ ซึ่งสมาชิกจ่ายต่อเดือนๆละ 35 ปอนด์ (1,400บาท) แล้วถ้าพรีเมียร์ลีกไม่ขายให้ Singtel ไม่ขายให้เอเจนต์ซี แล้วทำเอง

    เอามาทำสตรีมมิ่งรับค่าสมาชิกรายเดือนเอง คาดกันว่ามีเงินเข้ากระเป๋าพวกเขาไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ /เดือน

    แล้วทั่วโลกละจะมีได้เงินเข้าพรีเมียร์ลีกจำนวนเท่าไหร่....

    นี่คือช่องทางทำเงินที่มาพร้อมเทคโนโลยี

    ตอนนี้สมาชิกของเคเบิลทีวีอย่างสกายสปอร์ตมียอด 6ล้านคน และ บีที สปอร์ต 2 ล้านคน จากประชากรอังกฤษ 66-67 ล้านคน ที่เป็นสมาชิกเคเบิลทีวีสองเจ้านี้...รวมแล้วไม่ถึง 10 ล้านคน

    ส่วนแบ่งตลาดยังเหลืออีกบานนะครับจาก 50 ล้านกว่าคน ถ้ามี Premflix ขึ้นมา........ไม่ต้องถึง 10 ล้านคนหรอกครับ (เชื่อว่าถึง)

zoom

    ยกตัวเลขกลมสมมติว่ามี 1 ล้านคนเป็นสมาชิกเพรมฟลิกส์ เดือนหนึ่งเก็บเงินได้ 350 ล้านบาท ปีหนึ่ง...4,200 ล้านบาทหรือ  103 ล้านปอนด์ อันนี้เฉพาะในอังกฤษนะครับ...แล้วถ้าทำทั่วโลกละ

    วิเคราะห์คร่าวๆ...โอกาสทำเงินจาก "ลิขสิทธิ์" ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนั้นมีแต่จะเพิ่มขึ้น

    ตอนนี้ติดปัญหาแค่ว่าเรื่อง สตรีมมิ่ง ต้องพัฒนารูปแบบให้มันเสถียรมากพอ ตัวคอนเทนท์ส่งถึงผู้บริโภคโดยตรง...มีอะไรบ้าง เช่นรายการฟุตบอลสด, สารคดีพิเศษ อะไรอีกมากมาย

    ตามแต่ที่พรีเมียร์ลีกจะสร้างคอนเทนท์ขึ้นมา จากนั้นพรีเมียร์ลีกจะรับเงินอย่างยั่งยืน...กินยาวๆ โดยช่วงแรกก็คู่ขนานไปกับทีวีก่อน

    จากนั้นน่าจะเหลือเพียงแค่ สตรีมมิ่ง อย่างเดียว เมื่อถึงวันที่ทีวีโดน disruption เรียบร้อย

    โลกนี้ไม่เคยหยุดนิ่งและการเปลี่ยนแปลงคือนิรันดร์ จริงๆ

    Jackie

ข้อมูล ; BBC,The Times, The Guardian, Premierleague,Skysports,The Athletic

Jackie