ข้อมูลยูโร

View Share
SHARE

ปฐมบทศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป มีการผุดไอเดียขึ้นในปี 1956 ก่อนมีการแข่งขันครั้งแรกในอีก 4 ปีต่อมา ในชื่อรายการฟุตบอลยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ โดยรูปแบบการแข่งขันแรกเริ่มยังเป็นระบบการเล่นเหย้า-เยือนในรอบต้นๆ ก่อนเข้าสู่ระบบน็อกเอาต์ในรอบรองชนะเลิศ

บุคคลสำคัญผู้ผลักดันให้มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในชาติเป็นกลางขึ้นมาคือ อองรี เดอโลเน่ย์ จากสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส และทำให้การแข่งขันรอบสุดท้ายครั้งแรกมีขึ้นที่เมืองน้ำหอม ในปี 1960 โดยเป็นการพบกันระหว่าง สหภาพโซเวียต กับ ยูโกสลาเวีย ซึ่งผลลงเอยด้วยชัยชนะของทีมหมีขาวในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1

ในทัวร์นาเมนต์ถัดมาปี 1964 ได้มีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวในเกมกีฬา เมื่อ กรีซ ปฏิเสธที่จะเล่นกับ แอลเบเนีย หลังมีสงครามระหว่างประเทศ โดยการเล่นนัดชิงชนะเลิศ จัดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และแชมป์ก็ตกเป็นของเจ้าภาพที่เอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-1

จากนั้นในปี 1968 ได้เปลี่ยนชื่อการแข่งขันจากฟุตบอลยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ มาเป็น ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพ พร้อมเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันเป็นแบบแบ่งกลุ่มโดยมี 8 สาย และแชมป์ของแต่ละกลุ่มจะเข้ามาเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่ต้องแข่ง 2 นัด ก่อนเข้ารอบตัดเชือก โดยแชมป์ครั้งนี้เป็นของเจ้าภาพ อิตาลี ที่เอาชนะ ยูโกสลาเวีย 2-0 ในนัดรีเพลย์ หลังเกมแรกเสมอกัน 0-0

ฟุตบอลยูโร 1972 รอบสุดท้าย ที่ประเทศเบลเยียม ยังคงใช้รูปแบบการแข่งขันเหมือนที่ผ่านมา โดยแชมป์ตกเป็นของ เยอรมันตะวันตก ที่ถล่ม สหภาพโซเวียต 3-0 จากการทำประตูของ แกร์ด มุลเลอร์ 2 ลูก

อีก 4 ปีต่อมา รอบชิงชนะเลิศมีขึ้นที่ยูโกสลาเวีย โดยที่ เชโกสโลวาเกีย เสมอ เยอรมัน 2-2 ก่อนที่จะมีการดวลจุดโทษครั้งแรก และแชมป์ก็ตกเป็นของ ขุนพลเช็กในที่สุด มาถึงศึกยูโร 1980 ได้เริ่มใช้ระบบการแข่งแบบใหม่ โดยมี 8 ทีมในรอบสุดท้าย ที่ประเทศอิตาลี และแบ่งการเล่นออกเป็น 2 กลุ่ม นำแชมป์ของแต่ละกลุ่มมาเล่นรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งปรากฏว่า เยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ไปครองหลังเฉือนชนะ เบลเยียม 2-1

จนกระทั่งในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศส ได้มีการเปลี่ยนระบบการแข่งขันให้ 2 ทีมที่มีคะแนนดีที่สุดของทั้ง 2 กลุ่ม เข้ามาเล่นในรอบตัดเชือก และในที่สุดเจ้าบ้านซึ่งนำทีมโดย มิเชล พลาตินี่ ก็ชนะสเปน 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับคว้าแชมป์ได้อย่างงดงาม จากนั้นในปี 1988 เยอรมันตะวันตก ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันบ้างโดยใช้รูปแบบเหมือนครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แฟนบอลเมืองเบียร์ต้องอกหัก ปล่อยให้ ฮอลแลนด์ ที่มีนักเตะชั้นเยี่ยมอย่าง มาร์โก แวน บาสเท่น, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด และ รุด กุลลิท คว้าแชมป์ไปครอง หลังเอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ

มาถึงปี 1992 ที่สวีเดน ได้เกิดตำนานเทพนิยายเดนส์ขึ้นมา หลังจากทีมชาติเดนมาร์ก ได้เข้าร่วมการแข่งขันกระทันหัน เนื่องจาก ยูโกสลาเวีย ถูกตัดสิทธิ์ โดยขุนพลเมืองโคนม สร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างเหลือเชื่อทั้งที่มีเวลา เตรียมตัวไม่นานนัก

ศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันอีกครั้ง โดยมี 16 ทีมเข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ทีม และ 2 อันดับแรกของแต่ละสายจะได้เข้ามาเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นอกจากนั้น ยังมีการนำกฎโกลเด้นโกลมาใช้ครั้งแรกอีกด้วย และกฎนี้ก็ใช้ตัดสินทีมแชมป์ทันทีเมื่อ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ หัวหอกเยอรมัน ซัดดับสาธารณรัฐเช็ก 2-1

จากนั้นในปี 2000 ก็เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมโดย เบลเยียม และ ฮอลแลนด์ รับหน้าเสื่อคู่กัน จุดไคลแมกซ์ของการแข่งขัน ครั้งนี้อยู่ที่การทำประตูโกลเด้นโกลของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ พาฝรั่งเศส เอาชนะ อิตาลี พร้อมกับคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยอดเยี่ยม

4 ปีถัดมาบนแผ่นดินโปรตุเกสได้อุบัติเทพนิยายลูกหนังอีกครั้ง คราวนี้พระเอกเป็นทีมชาติกรีซ ภายใต้บังเหียน อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล ลงสนามในนามมวยรองทุกนัด แต่กลับกรุยทางถึงบัลลังก์แชมป์โดยโค่นเจ้าภาพในนัดชิงดำอีกต่างหาก

สำหรับ 2 ทัวร์นาเมนต์ล่าสุดต่างเป็นรูปแบบเจ้าภาพร่วม โดยออสเตรีย-สวิตเซอร์แลนด์รับหน้าเสื่อปี 2008 และโปแลนด์ กับยูเครนเป็นแม่งานในปี 2012 อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของการแข่งขันที่ทีมแชมป์ป้องกันบัลลังก์สำเร็จ นั่นคือสเปนครองโทรฟี่ทั้ง 2 ยุคสมัยภายใต้บังเหียนของ หลุยส์ อราโกเนส และ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ตามลำดับ

ภาพรวมของการชิงชัย 13 สมัยที่ผ่านมา ทำให้ศึกฟุตบอลยูโรกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่แฟนบอลพูดกันว่าเพียงเติมบราซิล และอาร์เจนตินาลงไปในบรรดาทีมที่เข้ารอบสุดท้ายของศึกยูโรแต่ละครั้ง เราก็จะพบกับฟุตบอลโลกอีกเวอร์ชั่นดีๆ นี่เอง

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งล่าสุดที่จะถึงนี้ หรือ "ยูโร 2016" นับเป็นการแข่งขันฟุตบอลยูโร ครั้งที่ 14 โดยรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่าง วันที่ 10 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคม ค.ศ.2016 ซึ่งได้มีการเพิ่มทีมเป็น 24 ชาติเป็นครั้งแรก

ด้วยขนาดของทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม น่าจะทำให้ ยูโร ยิ่งเพิ่มความสนุกเร้าใจมากขึ้นแน่นอน

ทำเนียบแชมป์ ยูโร

ปี เจ้าภาพ แชมป์ รองแชมป์ ผลการแข่งขัน
1960 ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต ยูโกสลาเวีย 2-1 (ต่อเวลาพิเศษ)
1964 สเปน สเปน สหภาพโซเวียต 2-1
1968 อิตาลี อิตาลี ยูโกสลาเวีย 1-1 (ต่อเวลาพิเศษ), 2-0 (นัดรีเพลย์)
1972 เบลเยียม เยอรมันตะวันตก สหภาพโซเวียต 3-0
1976 ยูโกสลาเวีย เชโกสโลวาเกีย เยอรมันตะวันตก 2-2 (ต่อเวลาพิเศษก่อนชนะจุดโทษ 5-3)
1980 อิตาลี เยอรมันตะวันตก เบลเยียม 2-1
1984 ฝรั่งเศส ฝรั่งเศส สเปน 2-0
1988 เยอรมันตะวันตก ฮอลแลนด์ สหภาพโซเวียต 2-0
1992 สวีเดน เดนมาร์ก เยอรมัน 2-0
1996 อังกฤษ เยอรมัน สาธารณรัฐเช็ก 2-1 (โกลเด้นโกล)
2000 เบลเยียม/ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี 2-1 (โกลเด้นโกล)
2004 โปรตุเกส กรีซ โปรตุเกส 1-0
2008 ออสเตรีย/สวิส สเปน เยอรมัน 1-0
2012 โปแลนด์/ยูเครน สเปน อิตาลี 4-0