เสาร์ ที่ 17 กันยายน 2559 20:43 ยูโรในความทรงจำ

View Share
SHARE

วันก่อนสัมภาษณ์พูดคุยกับทีมงานหนังสือGM หลายเรื่อง..หนึ่งในคำถามที่ชอบคือ "ยูโรในความทรงจำ"

 

    นั่นคือยูโรแบบเต็มตาครั้งแรกของผม....1984 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ

    ตอนนั้นอยู่ม.3 มีเอกส์ตร้ายูโร 84 สองเล่ม สี่สีสวยสดเนื้อหาเพียบ...อ่านแล้วมีความสุขเพราะเชียร์ มิเชล พลาตินี เรื่องราวของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเที่ยวนั้นยังคงติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้

    หลังจากฝรั่งเศสอกหักอดเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1982 เพราะแพ้เยอรมัน(ตต) จากการดวลจุดโทษทั้งที่ในเกมนำ 3-1 แต่โดนตีเสมอ 3-3 แล้วแพ้จุดโทษอย่างน่าเสียดาย

    จากนั้นพวกเขามุ่งหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพยูโร 84 พร้อมความหวังในการคว้าแชมป์ ด้วยขุนพลชุดเดิมเป็นหลักอาจขาดเป็นบางคน มาริอุส เทซอร์ มาได้มาเล่น ผมจำได้ตัวใหญ่ผิวสี ส่วนแดนกลางทั้งมิเชล พลาตินี, ฌอง ติกานา, อแลง ชีแรส (จิเรสเซเมื่อก่อน)   โดยมี ลูอิส แฟร์นองเดส  มาเสริมแดนกลาง

    ขุนพลชุดนั้นของฝรั่งเศสก็ปึ้ก...มี มิเชล พลาตินี ดังสุดๆเพราะเป็นนักเตะยูเวนตุส และเป็นหมายเลข 10 ที่เล่นได้ยอดเยี่ยม ระดับโลกอย่างแท้จริง รูปแบบการเล่นของฝรั่งเศสชุดนั้นถูกยกให้เป็นบราซิลแห่งยุโรป

    เน้นบอลกับพื้น แม่นยำ ไม่ต่างจากสเปนในปัจจุบันนี่แหละครับ มันคือ พาสซิง เกม ลูกสั้น เรียด ตามช่อง มีชั้นเชิง รับส่งบอลกันแม่น โอเค สปีดบอลอาจดูต่างจากสมัยนี้ แต่มันก็เป็นสปีดบอลสมัยนั้น

    โค้ชฝรั่งเศสคือ อองรี มิเชล

    ผู้รักษาตัว โชแอล บาตส์ มารับหน้าที่ครั้งแรกในทัวร์นาเม้นต์ยูโร แนวรับนั้นยังมีแกนนำ แมกซิม บอสซิส , มานูเอล อาโมโรส แบกยุโรป มี พาทริค บาติสตอง ถูกดันขึ้นมา แบกซ้ายเป็น อีวอน เลอ รูส์ แดนกลางสี่คน ชีแรส, ติกานา และ แฟร์นองเดส มี มิเชล พลาตินี เป็นกลางรุก หน้าใช้ บรูโน เบลโลน กับ แบร์กนาร์ ลาคอมป์

    4-4-2 แบบกลาง 3 บวก 1 พลาตินี กลางรุกที่ประสานงานกับหน้า 2 ไม่ใช่ ไดมอนด์เหมือนทุกวันนี้ เพราะกลางสนามคนทั้ง ชีแรส, ติกานาและ แฟร์นองเดส สลับกันเล่นในพื้นที่แดนกลางถัาบุก เพื่อเปิดพื้นที่ให้แบกเติม

    ฝรั่งเศสมีแบกยุโรปสมัยนั้นเติมเกมรุกตลอด แม้นัดชิง อาโมโรส ไม่ได้เล่นตัวจริง แต่ก็มีทดแทนคือ ฌอง โดเมิร์ก เล่นได้ดี

    แผนการเล่นและแนวทางการเล่นของทีมตราไก่จึงออกมาเป็นกองกลาง คุมพื้นที่ ทั้งหมด ทำลายเกมรุกคู่แข่งและทำเป็นพื้นฐานเกมรุกของทีมตัวเอง โดยมี พลาตินี เป็นตัวเดินเกมรุก กำหนดทิศทางทั้งหมด

    กองหน้ากลายเป็นตัวหลอกและไม่สำคัญในแง่ผลงาน เพราะดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นต์คือ มิเชล พลาตินีในตำแหน่ง กลางรุก ยิงไป 9 ลูก ทั้งฟรีคิก, โหม่ง และยิงในเขต เรียกว่าเป็นทัวร์นาเม้นต์ของเขาอย่างแท้จริง

    ผมอ่านเอกส์ตร้าครับ...ไม่ได้ดู มาดูเทปตามทีหลัง

    ยุคของผมเป็นยุคของการอ่านหนังสืออย่างละเอียดทุกตัวอักษรแล้วเป็นจินตนาการ มันซาบซึ่งจากการอ่านแล้วมาตามดูเพราะไม่มีถ่ายทอดสด,ไม่มีคลิปไฮต์ไลต์ และเวบไซด์ เหมือนทุกวันนี้ แน่นอนการได้ดูมันเห็นกับตา

    ผมว่าการอ่านมันช่วยทำให้เรามีจินตนาการ...นึกภาพตามเพราะคนเขียนและคนแปลเขาทำให้มันออกมาได้อย่างอรรถรสจริงๆ

    ผมไม่รู้ว่า "ซาบซึ้ง" มันได้เกิดขึ้นกับแฟนบอลยุคนี้มั้ย เพราะรู้สึกว่ายิ่งมีโซเชียล รวดเร็วแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่สิ่งที่สะท้อนออกมากลายเป็นสัญชาติญาณดิบของผู้คน ที่เราไม่เห็นหน้าค่าตากัน ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ

    ฟุตบอลต่างยุค...ความรู้สึกน่าจะต่างกันนะครับ

    แต่สำหรับผมในยุคที่เราได้ดูทุกอย่าง...อย่างเจาะลึก มีครบถ้วนทุกมิติ ก่อนแข่ง, ระหว่างแข่งและหลังแข่งจบ ผมยังรู้สึกซาบซึ้งกับฟุตบอลเหมือนเดิม และรู้สึกว่าชีวิตคงแย่หากโลกนี้ไม่มีฟุตบอล เพราะผมคงเคยชินกับฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆ

    ในยุคของการอ่านเพื่อรู้ข้อมูลบอล...มาเป็นทั้งอ่านและดูมากขึ้นกว่าเดิม

    ยูโร 1984 ในความทรงจำได้จากการอ่าน..และติดตามดูภายหลัง มันก็ไม่ต่างจากจินตนาการที่เราได้มีเอาไว้ ...บอลพาสซิง และชั้นเชิงของฝรั่งเศสนั้นก็ตามนั้น ดูเพลิน ไหลลื่น และยอดเยี่ยม โดยเฉพาะนักเตะคนโปรดตอนนั้นคือ มิเชล พลาตินี

    ฝรั่งเศสยุคนั้นเริ่มต้นไม่ไหลลื่นอย่างที่คิด เฉือนเดนมาร์กแบบหน้าเสมอหรือแพ้ได้เลย มาระเบิดฟอร์มกับเบลเยียม 5-0 ในยุคที่ทีม "ปีศาจแดง" แห่งยุโรปมีดาวรุ่งวัย 18 นาม เอนโซ ชีโฟ่ มีนายประตูจอมหนึบอย่าง ฌอง มารี พัฟฟ์ มีแนวรับตัวหลักคือ จอร์ช กรุน มีกองหน้ากัปตันทีม แยน คูเลอมองส์

    ก่อนปิดบัญชียูโกสลาเวียสมัยนั้น 3-2 สุดมัน แค่รอบแรก พลาตินี ก็สอยประตูไปแล้ว 7 ลูกกับสองแฮทริกเลยครับ เบลเยี่ยม กับ ยูโกสลาเวีย โดน นัดหลังมีลูกโหม่งสะบัดจนปอยผมร่วง...(พี่นักข่าวเขียน)

    ผมมาดูเทปย้อนหลังนัด ยูโกสลาเวีย สนุกมากเพราะฝรั่งเศสต้องชนะเพื่อเข้ารอบ ตอนนั้นระบบชนะได้ 2 แต้มในทีมชาติยังใช้กันอยู่ อีกคู่ในกลุ่มคือเดนมาร์ก กับเบลเยียม ชิงกันเข้ารอบด้วยเช่นกัน

    ชัยชนะของฝรั่งเศสสามนัดรวดรอบแรกทำได้ 6 แต้ม เดนมาร์ก ตามเข้ารอบเพราะสอยเบลเยียมตกรอบไป...ทำให้ทีมของ พลาตินี เข้าตัดเชือกเจอกับโปรตุเกส ที่เข้ารอบมาเป็นอันดับสองในกลุ่มที่สเปนเป็นที่ 1

    กลุ่มนี้เยอรมันรองแชมป์โลก ของ จุปป์ แดร์วัลล์ ตกรอบเพราะสเปน ...ผมยังจำได้ว่าพี่ๆเขียนกันถึงว่า อันโตนีโอ มาเซด้า โขกส่งเยอรมันกลับบ้านนนน นาทีสุดท้ายของเกมพอดี และสเปนเข้าไปตัดเชือกกับเดนมาร์ก

    ส่วนโปรตุเกสเจอฝรั่งเศส

    รอบรองชนะเลิศก็กดดันตามประสาเพราะโปรตุเกสสู้ได้ดีแม้ โดเมิร์ก แบกขวาจะยิงนำก่อนแต่ รุย จอร์เดา กองหน้าโปรตุเกสตีเสมอได้ทำให้เกมลากไปในช่วงต่อเวลาพิเเศษ 30 นาที เกมสูสีมาก เพราะบอลเชิงเหมือนกัน พาสซิง เกมเหมือนกัน แต่ โปรตุเกส เน้นเกมสวนกลับที่มีประสิทธิภาพ

    จอร์เดา ยิงนำ 2-1 ช่วงต่อเวลาพิเศษ จนถึง 5 นาทีสุดท้าย โดเมิร์ก ตีเสมอ 2-2 สุดมัน เกมคู่นี้น่าจะตัดสินด้วยการยิงจุดโทษแต่แล้วพระเอกของงาน...มิเชล พลาตินี โผล่มายิงชอตสุดท้ายผ่านแนวรับและนายประตูโปรตุกีสที่ล้มระเนระนาด ในวินาทีที่ 120 พอดี

    สต๊าด เวลโลโดรมของ มาร์กเซย แทบแตก...คนเขียนว่าเอาไว้แบบนั้น พอไปดูเทปตาม...โห ดูเทปยังขนลุกตามเลย

    พลาตินี คือความแตกต่างในเกมที่สูสีแบบนั้น....

    การเข้าชิงชนะเลิศกับสเปนตามหน้าเสื่อพวกเขาเป็นต่อแน่นอน และมันก็เหลือเชื่อที่ ง่ายดายมากเกินไป เพราะลูกฟรีคิกแบบเบาๆของ พลาตินี เข้าซองของ ลูอิส อาร์คอนาดา นายประตูมือเก๋าของสเปน...

    ทันใดนั้นพอเข่าเขาแตะพื่้นปรากฏลูกลอดแขนเข้าประตูเฉยยยย

    บารมี...ของพลาตินี ชัดๆ

    ก่อนที่ บรูโน เบลโลน จะหลุดไปชิพเข้าประตูตอกย้ำชัยชนะและแชมป์รายการสำคัญรายการแรกของฝรั่งเศสด้วยผลงานของ พลาตินี ที่เป็นกลางตัวรุกแต่เป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นต์ชนิดที่ ดาวยิงของฝรั่งเศสดูไม่มีประโยชน์เลย

    ทั้ง เบลโลน, ลาคอมป์ และ ดิดีเยร์ ซิกส์ สามคนนี้....กลายเป็นตัวหลอกกองหลังให้ พลาตินี ได้ยิงประตู

    ยูโร 84 ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ไปครองอย่างสมเกียรติและมันได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น แชมป์ของ มิเชล พลาตินี อย่างแท้จริง เขายิ่งใหญ่มาก แม้สี่ปีต่อมาฝรั่งเศสจะเข้ารอบรองชนะเลิศบอลโลกที่เมกซิโก แต่พวกเขาก็พลาดท่าแพ้เยอรมัน(ตต) ตามเคยยยย

    อดเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก...แต่เจเนอเรชั่นของ พลาตินี ได้สร้างแชมป์ฟุตบอลโลกในอีก 12 ปีต่อมา เขาน่าจะเป็นแรงบันดาลใจของคนทั้งชาติ...และนักบอลเลือดใหม่ของฝรั่งเศสจนถึงยุคที่ ดิดีเยร์ เดสชองป์ เป็นโค้ชในเวลานี้

    ยูโร 84 เป็นความทรงจำที่ดีของผม...ตลอดเวลา หยิบขึ้นมาพูด มาเขียนทุกครั้ง รู้สึกว่าความตื่นเต้นยังคงมีอยู่ในเส้นประสาท

    แม้วันนี้ มิเชล พลาตินี จะโดนแบนจากกิจกรรมฟุตบอลและหมดสิทธิ์ดำเนินงานยูโร 2016 แต่ผมว่าชื่อเสียงของเขาก็ไม่ได้มัวหมองไปพร้อมกันกับเกมการเมืองของฟีฟาและยูฟา สำหรับผมเขายังเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่เล่นด้วยมันสมองและมีการอ่านเกมที่ชาญฉลาด แถมยังเป็นกองกลางตัวรุกที่ยิงประตูได้ดีกว่ากองหน้ามากมาย

    พลาตินี สมบูรณ์แบบในการเป็นนักเตะอย่างแท้จริง และฝรั้่งเศสชุดนั้นก็ครองแชมป์ยูโร อย่างยอดเยี่ยม

    แม้หลังจากนั้นเป็นต้นมามีบทบันทึกยูโรที่สวยงามตามท้องเรื่องหลายครั้ง...แต่คงไม่มีครั้งไหนแซงหน้าเป็นอันดับ 1 ในใจของผมเท่ากับยูโร 1984 อีกแล้ว

    ฝรั่งเศสเก่งจริงและมิเชล พลาตินี คือที่สุดของยูโรครั้งนั้น


                                                                               Jackie
 

Jackie